Tuesday, March 1, 2016

เขาว่า นักลัทธิมาร์กซ ท่องจำมาพูด

เขาว่านักลัทธิมาร์กซ ท่องจำมาพูด

เมื่อต้นปีนี้    องค์การเพื่อประชาธิปไตยไทย (อปท.)   ที่เป็นองค์กรหนึ่งของประชาชนไทยผู้รักประ ชาธิปไตย ได้เสนอบทสรุปวิเคราะห์สถานการณ์การเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของประชาชนไทยในรอบปีที่ผ่านมา     ในแง่มุมที่แตกต่างไปจากการวิเคราะห์ขององค์กรอื่นๆโดยแสดงให้เห็นถึง จุดอ่อน  จุดแข็ง เงื่อนไข  โอกาส    และแนวทางการต่อสู้ของประชาชนไทยผู้รักประชาธิปไตยอย่างค่อนข้างจะเป็นระบบ    แน่นอน.ย่อมมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย  ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ตามมาโดยเฉพาะจากผู้ที่ไม่เห็นด้วยในเรื่องของทฤษฎีที่ใช้วิเคราะห์    

ผู้เขียนเองเป็นคนหนึ่งที่เห็นด้วยและให้การสนับสนุนแนวทางการต่อสู้ขององค์กรนี้  มีความยินดีที่บท วิเคราะห์เป็นที่สนใจของประชาชน       และได้น้อมรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ที่สร้างสรรค์ไว้ด้วยความเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง       แต่สำหรับการวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดจากความไม่รู้หรือ เข้าใจผิดนั้นก็จะขอทำการชี้แจงและแลกเปลี่ยนด้วยไมตรีจิตในขอบเขตของสติปัญญาแห่งตน   แต่การวิจารณ์ที่เกิดจากความเกลียดชัง  หยามหยัน   และอคตินั้น     ก็มีความจำเป็นที่จะชี้แจงโต้แย้ง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องหลักการของทฤษฎี ที่ใช้ในการวิเคราะห์ 

แนวคิดและวิธีการมองสรรพสิ่งของปรัชญาลัทธิมาร์กซนั้น      ได้ถือกำเนิดขึ้นมาโดยผลึกทางปัญญา ของ คาร์ล มาร์กซ และฟรีดริก เองเกล       ในช่วงเวลาที่ประกาศออกมาก็ได้รับการคัดค้านกล่าวร้ายวิพากษ์วิจารณ์โจมตีอย่างหนัก ไม่ใช่เพียงแค่ในปัจจุบันนี้เท่านั้น        ทั้งนี้...ก็เนื่องจากมันได้เสนอความจริงและได้ชี้ทางออกจากการที่ถูกกดขี่และถูกเอารัดเอาเปรียบให้แก่ประชาชนผู้ทุกข์ยากจำนวนมหาศาลให้หลุดพ้นจากแอกที่ทุกข์ทรมานในสังคมที่มีชนชั้น         สัจธรรมของมันได้ไปกระทบผลประโยชน์ของชนชั้นผู้กดขี่อย่างรุนแรง       มันจึงกลายเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจและอันตรายอย่างยิ่งต่อสถานภาพของผู้กดขี่ทั้งชนชั้น    

ในฐานะที่เป็นผู้ศึกษาและเชื่อมั่นในสัจธรรมของลัทธิมาร์กซคนหนึ่ง      เมื่อได้พบกับการกล่าวร้ายบิดเบือนสัจธรรมของมัน   ย่อมมีสิทธิ์ที่จะปกป้องความเชื่อและศรัทธาของตนด้วยการชี้ แจงตอบโต้กับคำกล่าวร้ายบิดเบือนนั้นๆ     เพราะถือว่าเป็นหน้าที่ๆจะอธิบายถึงบทบาทภาระ หน้าที่ และคุณูปการของลัทธิมาร์กซที่มีต่อผู้ถูกกดขี่ทั้งมวล       แม้ว่าจะเป็นแค่ผู้ที่ศึกษาลัทธิมาร์กซ ก็ตาม

ดังได้กล่าวมาแล้วว่า มีบุคคลได้วิพากษ์วิจารณ์เรื่องการวิเคราะห์สถานการณ์บ้านเมือง   การเคลื่อนไหวต่อสู้ของประชาชน ฯลฯ ขององค์กรเพื่อประชาธิปไตยประชาชน   ทั้งยังได้พาดพิงกล่าวอ้างถึงปรัชญาลัทธิมาร์กซในเชิงหมิ่นแคลน    ไม่ว่าจะเป็นเพราะมีความรังเกียจ     มีอคติ   ไม่รู้จริง  หรือเข้าใจผิดอะไรก็แล้วแต่      จึงขอเสนอความเห็นต่างในประเด็นต่างๆที่ท่านได้กล่าวมา โดยจะขอยกคำพูดของท่านผู้นั้นมาเป็นเรื่องๆดังต่อไปนี้    ที่ได้กล่าวถึงการใช้ทฤษฎีในการวิเคราะห์สังคมว่า

1 วิเคราะห์แบบ SWOT(Strengths  Weakness   Opportunity และ Treatens)  นั้นไม่พอต้องทำ town matrix เพื่อให้ได้ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีด้วย ไม่อย่างนั้นจะจบแค่ SWOT ไม่ได้ strategic planning 

เรื่องนี้ผมเห็นด้วยแต่อยากจะบอกว่า    กลุ่มผู้วิเคราะห์ไม่ได้ใช้หลักการวิเคราะห์แบบ SWOT ทั้งหมด ที่พิจารณาเพียงแค่องค์ประกอบ 4 ประการ   คือความเข้มแข็ง  ข้ออ่อนด้อย โอกาสเงื่อนไข  เนื่องจาก เป็นการวิเคราะห์ที่มองเพียงจากปรากฏการณ์เท่านั้น    ยังไม่เข้าใจถึงความขัดแย้งที่ทำให้เกิดปรากฏ เช่นว่านั้น  นอกเหนือจากการวิเคราะห์แบบ SWOT แล้ว  อปท.ยังได้ใช้หลักการทางทฤษฎีลัทธิมาร์กซมาอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอีกด้วย       

สำหรับการวิเคราะห์แบบ SWOT   ย่อมถือว่าเพียงพอสำหรับการวิเคราะห์ปัญหาที่ไม่มีความซับซ้อนอะไรมากมายนัก       แต่เมื่อนำไปวิเคราะห์ปัญหาที่มีความสลับซับซ้อนเช่นปัญหาสังคม    กระบวน  การเปลี่ยนแปลงทางสังคม ฯลฯ       มันจะไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนหรือแนวทางการแก้ปัญหานั้นๆได้  เนื่องจาก SWOT มีความจำกัดในตัวของมันเอง       กลุ่มวิเคราะห์ของ อปท. ได้ใช้แนวทางและทฤษฎีของลัทธิมาร์กซ  ที่เรียกว่าวิภาษวิธี  มาเป็นวิธีการหลักในการวิเคราะห์    ซึ่งโดยเนื้อหาแล้วประกอบไปด้วยกฎของความขัดแย้ง    ความสัมพันธ์ของสรรพสิ่ง    รวมไปถึงการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการสะสมทางปริมาณของมันซึ่งเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากสิ่งหนึ่งไปสู่สิ่งหนึ่งที่ใหม่กว่า   หรือที่รู้จักกันว่า “กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางปริมาณไปสู่คุณภาพ”

สิ่งที่ อปท.วิเคราะห์ออกมา    ก็เพื่อเสนอให้มวลชนได้เข้าใจเหตุการณ์ในช่วงระยะเวลาหนึ่งๆเท่านั้นว่า   พวกเขาควรจะกำหนดยุทธวิธีในการเคลื่อนไหวต่อสู้ให้เหมาะสมได้อย่างไรตามสภาพที่เป็นจริง    ไม่ใช่กำหนดการเคลื่อนไหวต่อสู้แบบที่เกิดจากความเพ้อฝันคิดเอาเอง    หรืออยากจะทำอะไรก็ทำ     นั่นเป็นเนื้อหาสาระทางยุทธวิธีไม่ใช่ทางยุทธศาสตร์เพราะ    การกำหนดยุทธวิธี..    อย่างน้อยที่สุดจะต้องมีความเข้าใจสถานการณ์ในขณะนั้นๆได้ดีในระดับหนึ่ง     ผู้เขียนเห็นว่าผู้วิจารณ์มีความเข้าใจสับสนในเรื่องยุทธศาสตร์/ยุทธวิธีอยู่    โดยมองยุทธวิธีเป็นยุทธศาสตร์     คือมองปัญหาแบบกลับหัวกลับหางนั่นเอง

สำหรับกลุ่มนักวิเคราะห์ของ อปท. นั้น พวกเขาล้ำหน้าไปไกลถึงระดับวิเคราะห์ ลักษณะของสังคม คมไทย แล้ว  ไม่ใช่แค่ระดับสถานการณ์การต่อสู้ทั่วไป       ถ้าไม่เช่นนั้น เราคงจะไม่ได้ยินประโยคที่ว่าสังคมไทยเป็น  “สังคมทุนนิยมผูกขาดศักดินาเหนือรัฐ”   จึงมีคำถามว่า...จะสร้างยุทธศาสตร์ขึ้นมาได้อย่างไร?    ตอบว่า...ถ้าจะกำหนดยุทธศาสตร์......มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการค้น คว้าวิเคราะห์ถึงลักษณะทั่วไปของมันควบคู่ไปกับการวิเคราะห์ลักษณะเฉพาะ เพราะลักษณะเฉพาะของมันจะนำไปสู่การกำหนดยุทธศาตร์ !!!!       เพราะในแต่ละสังคมย่อมมีลักษณะเฉพาะของมันเอง สังคมไทยก็เช่นเดียวกันไม่มีข้อยกเว้น     เช่นนี้จึงจะสามารถเข้าใจปัญหาที่แท้จริงและครอบคลุม  ซึ่งนั่นเป็นวิธีการของนักลัทธิมาร์กซ       หากทฤษฎีที่ใช้วิเคราะห์..ผิด   การกำหนดยุทธศาสตร์ก็จะผิด   การต่อสู้ก็จะประสบความพ่ายแพ้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้      

2 . ผู้วิจารณ์กล่าวว่า...กลุ่มวิเคราะห์มีข้อจำกัดทางทฤษฎี

การกล่าวเช่นนี้ เป็นเรื่องที่ใช้ไม่ได้อย่างยิ่งในทางวิชาการ  เป็นการดูหมิ่นภูมิปัญญาของผู้อื่น       ผู้วิจารณ์ไม่รู้เลยหรือว่าพวกเขาวิเคราะห์ในแค่ในช่วงของปีที่ผ่านมาเท่านั้น       และเพราะความจำกัดทางทฤษฎีของผู้วิจารณ์นั่นเองจึงได้กล่าวว่าพวกเขามีข้อจำกัดทางทฤษฎี       อาจจะเป็นเพราะว่า ท่านไม่มีความรู้ด้านทฤษฎีลัทธิมาร์กซ       ซึ่งเป็นทฤษฎีทางสังคมที่พวกเขาใช้ในการอธิบายสังคม       พวกเขาไม่ได้ใช้ทฤษฎีสีมาอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคม       ทฤษฎีที่จะนำมาวิเคราะห์สังคม..ด้านหลักต้องเป็นทฤษฎีทางสังคมส่วนทฤษฎีอื่นๆนั้นใช้เป็นองค์ประกอบ    ไม่ใช่ใช้ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ เป็นด้านหลักในการอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคม    ถ้าเช่นนั้นก็จะเป็นเสมือนที่ให้คุณหญิงหมอ พรทิพย์    ไปอธิบายคุณสมบัติของไม้ชี้ศพหรือระเบิดปิงปอง    เพราะนั่นเป็นการสร้างตรรกวิบัติขึ้นมาหลอกลวงประชาชน

ทั้งยังกล่าวต่อไปอีกว่า     รู้แต่มาร์กซิสต์   ทำให้ทำให้สายอื่นเบื่อที่จะฟัง    เพราะมันจะไปจบที่เดียวกันหมดคือ  จัดตั้ง  ปว.ประชาชน  พรรคคอมฯ(อาจชื่อแบบอื่น)    เส้นทางมันเดาได้อยู่แล้ว   หากใช้ methodology นี้    สุดท้ายทุกคนฟัง  แต่ไม่ขยับ  และไม่เกิดผลอะไร    เพราะเงื่อนไขไทยไม่ใช่เงื่อนไขการต่อสู้ทางชนชั้น  แต่เป็นการต่อสู้เพื่อ ปชต.

จากคำกล่าวนี้ทำให้เกิดคำถามขึ้นว่า....แล้วจะเอาทฤษฎีอะไรที่ไม่ใช่ทฤษฎีลัทธิมาร์กซมาอธิบายสังคม     เรื่องนี้ผู้วิจารณ์ต้องให้คำตอบที่ชัดเจนและอย่างเป็นเหตุเป็นผล     ว่าประชาชนควรจะใช้ทฤษฎีการต่อสู้อย่างไรถึงจะเอาชนะศัตรูได้ซึ่งไม่ใช่ ”ทฤษฎีแห่งการรอคอย”      ในระยะร่วมสิบปีมานี้ประชาชนไทยได้มีประสบการณ์ในการต่อสู้มามากมายหลายครั้งไม่เคยชนะหากแต้ได้รับความสูญเสียอย่างมากมาย    การเคลื่อนไหวต่อสู้ที่ผ่านมาที่มีคนเข้าร่วมนับแสนคน    บางครั้งมากถึง 3-4 แสนคน   รวมถึงผู้สนับสนุนที่ไม่ได้เข้าร่วมอีกนับล้านทั่วประเทศสรุปแล้วก็ยังไม่เคยชนะ     มิใช่เพราะทฤษฎีการต่อสู้ที่ผิดพลาดหรือ?   ตัวท่านเองได้ศึกษาค้นคว้า  สรุปบทเรียนของความพ่ายแพ้ของประชาชนในแต่ละครั้งบ้างไหม?    ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร?     เอาละ....จะขอสรุปให้ดูดังนี้คือ 

1)  กำหนดยุทธศาสตร์ที่ไม่รอบด้าน    ต้องการเพียงให้รัฐบาล ปชป.ลาออก   ใช้การชุมนุมเป็นยุทธวิธีโดยไม่คำนึงถึงสภาพที่เป็นจริง    ไม่รู้จักแยกมิตร-แยกศัตรูให้ชัดเจน  ด้วยผลักมิตรไปหาศัตรูรู้จักแต่รุกไม่รู้จักการถอย     เนื่องจากไม่เข้าใจการถอยทางยุทธวิธี   คิดเพียงแต่ว่าจะใช้มวลชนจำ นวนมากๆมากดดันศัตรู

2) ไม่มีการจัดตั้งที่เป็นระบบ      เพียงแต่ป่าวร้องให้ประชาชนที่รู้สึกดีต่อคุณทักษิณเข้าร่วมชุมนุม   ต่างคนต่างมาโดยผ่านการจัดการจากหัวคะแนนของสส.แต่ละจังหวัด     จึงเข้าทำนองว่า คนของใครของมัน    ขบวนการต่อสู้จึงมีลักษณะกระจัดกระจายและมีความเป็นอนาธิปไตยสูง     ไม่มีความเป็นเอกภาพ   หากจะเทียบกับฝ่ายตรงกันข้ามที่มีการจัดตั้งอย่างดี  แข็งแกร่งและเข้มงวด  มีวินัย และที่สำคัญคือ ติดอาวุธ     

3)  ใช้การปลุกระดมเพียงอย่างเดียว   ไม่ให้การศึกษาทางการเมืองแก่ประชาชน   เป็นการต่อสู้ที่สุขนิยมมาก  มีการปราศรัยสลับกับการร้องรำทำเพลง       และบางครั้งไม่พูดความจริงใช้วิธีปลอบขวัญประชาชนด้วยเรื่องที่ไม่อาจเป็นจริงได้เช่น   “อเมริกาส่งเรือรบมาคอยช่วยเหลืออยู่     สหประชาชาติกำลังจะช่วยเรา     ทหารแตงโม ตำรวจมะเขือเทศ ยืนอยู่ข้างเรา ฯลฯ   ในที่สุดก็พิสูจน์ได้ว่าเป็นเรื่องไม่จริงทั้งสิ้น

จึงขอถามย้อนกลับไปว่า    ถ้าประชาชนไม่มีการจัดตั้งกันอย่างเป็นระบบจะสามารถต่อสู้ชนชั้นผู้กดขี่ได้อย่างไร?    เอาแค่ว่า......ฝ่ายชนชั้นปกครองมีเครื่องมือในการปราบปรามที่มีการจัดตั้งอย่างดีและมีวินัยที่เข้มงวด   เช่นกองกำลังต่างๆ   ประชาชนมีอะไรไปสู้?   ประวัติศาสตร์ได้แสดงให้เห็นมาแล้วทุกยุคสมัยว่า   ถ้าประชาชนไม่มีการจัดตั้งที่เข้มแข็งทั้งทางความคิด  อุดมการณ์   และกำลัง  ไม่เคยมีที่ไหนเลยที่จะเอาชนะชนชั้นปกครองได้     

การต่อสู้กับเครื่องมือ กลไกรัฐ นั้นยังยากที่จะเอาชนะได้   การจะโค่นล้มผู้ที่อยู่เบื้องหลังนั้นยากยิ่งกว่า ขอให้อิงอยู่กับความจริง...โดยการศึกษาประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชนให้ถ่องแท้เสีย ก่อน    การแสดงออกซึ่งการรังเกียจการ ”จัดตั้ง” นั้นแสดงให้เห็นถึงการไม่เข้าใจการจัดตั้งรังเกียจคำ คำว่าจัดตั้งแต่ไม่เคยรังเกียจคำว่า organize เลย   คนที่มีความคิดเช่นนี้ส่วนใหญ่แล้วจะกลัวการอยู่ในวินัย   กลัวส่วนรวม   ใช้ความรู้สึกของตนตนเองเป็นที่ตั้ง   เอาความคิดของตนไปวัดผู้อื่น     หากใช้วิธีที่ท่านผู้วิจารณ์เสนอเช่นนี้  รับประกันได้ว่าส่อลางแพ้ตั้งแต่เริ่มคิดแล้ว

ต่อความเข้าใจเรื่องการต่อสู้ทางชนชั้นก็เช่นกัน   เนื่องจากท่านพูดว่า    เพราะเงื่อนไขไทยไม่ใช่เงื่อนไขการต่อสู้ทางชนชั้น  แต่เป็นการต่อสู้เพื่อ ปชต.

การกล่าวเช่นนี้เป็นการท่องจำคำโฆษณาชวนเชื่อของจักรวรรดินิยมตะวันตกมากลาวอ้างโดยอาศัยคำว่าประชาธิปไตยมาบังหน้า       และนี่ก็คือคำหลอกลวงทางการเมืองหรือตรรกวิบัติที่นักหลอกลวง ชอบนำมาใช้      การต่อสู้ทางชนชั้นกับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยนั้นมันไม่ใช่เรื่องเดียวกัน   นี่แสดงให้เห็นว่าผู้วิจารณ์ไม่มีความรู้และเข้าใจเรื่อง ”ชนชั้น” เลยแม้แต่นิดเดียว      ซ้ำยังมีความคับแคบเรื่องประชาธิปไตยอีกด้วย    เพราะประชาธิปไตยในความหมายของท่านคือประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนที่มีจำนวนหยิบมือเดียวไม่ใช่ประชาธิปไตยของประชาชนอันไพศาล     ชนชั้นในสังคมนั้นไม่มีใครสร้าง   ไม่มีใครกำหนด   หากแต่ได้เกิดขึ้นเองเมื่อสังคมมนุษย์ได้พัฒนามาจนถึงการมีกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล     ความหมายของชนชั้นนั้นสามารถทำความเข้าใจกันได้อย่างง่ายๆคือ    กลุ่มชนใดในสังคมที่ดำรงชีพทางการผลิตอย่างเดียวกัน   ใกล้เคียงกัน     มีชีวิตความเป็นอยู่ทางสังคม  วัฒนธรรม  และฐานะทางเศรษฐกิจใกล้เคียงกัน ถือว่าเป็นชนชั้นหนึ่งในสังคม    

ส่วนความขัดแย้งทางชนชั้นนั้นมันดำรงอยู่และซึมซ่านอยู่ไปทั่วในสังคม    เพียงแต่ในบางสังคมยังไม่ได้ประทุออกอย่างเปิดเผยรุนแรงเท่านั้น        จึงดูคล้ายกับว่าไม่มีความขัดแย้งทางชนชั้นอย่างที่บรรดาผู้แก้ต่างชอบกล่าวอ้างอยู่เสมอๆ    ในสังคมที่มีการสะสมปริมาณของการกดขี่สูง เมื่อได้พัฒนาไปจนถึงจุดๆหนึ่ง  การต่อสู้ทางชนชั้นที่ซึมซ่านอยู่นั้นจะประทุขึ้นมาอย่างรุนแรง .. การการต่อสู้ทางชนชั้นแสดงออกในรูปแบบต่างๆตั้งแต่ระดับเบาที่สุดเช่น  การเรียกร้องทางเศรษฐกิจระหว่างกรรมกรกับนายจ้างเจ้าของโรงงาน   ชาวนากับนายทุนเจ้าของโรงสี   ข้าราชการชั้นผู้น้อยที่ต้องอดทนอยู่กับการกดขี่ของเจ้านาย... ไปจนถึงขั้นรุนแรงที่สุด...นั่นคือชนชั้นผู้ถูกกดขี่ลุกขึ้นมาต่อสู้กับผู้กดขี่เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม     

การที่ผู้วิจารณ์อ้างว่า...เงื่อนไขของการต่อสู้ของไทย  เป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย    จึงมีคำถามว่า   ในสังคมที่ความคิด วัฒนธรรม หรืออำนาจของชนชั้นปกครองครอบงำอยู่     เมื่อมีความ คิดใหม่ชนิดใหม่เกิดขึ้นและเป็นความคิดที่แสดงความเป็นปฏิปักษ์กับความคิดเก่าที่ครอบงำสังคมอยู่    ปรากฏการณ์เช่นนี้จะเรียกว่าอะไรหากไม่ใช่การต่อสู้ทางชนชั้น      ซึ่งเกิดขึ้นในหลายๆบริบททั้งทางเศรษฐกิจ  สังคม  การเมือง  ไปจนถึงแนวคิด   และอุดมการณ์     ทำไมประชาชนไทยส่วนหนึ่งจึงต่อ สู้กับเผด็จการ   แต่ทำไมคนไทยอีกกลุ่มหนึ่งจึงเห็นด้วยกับเผด็จการ ?   ทำไมชาวนาจึงเรียกร้องให้นายทุนซื้อข้าวในราคาสูง       ทำไมชนชั้นนายทุนจึงไม่สนับสนับสนุนการออกกฎหมายเรื่องการเก็บภาษีมรดก ภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า     สิ่งเหล่านี้เราจะเรียกว่าอะไรถ้าไม่ใช่การต่อสู้เพื่อผลประ โยชน์ทางชนชั้น 

เรื่องของประชาธิปไตยประชาชนเราจะสนับสนุนแบบไหน?   ประชาธิปไตยที่ชนชั้นนายทุนเป็นผู้ชี้นำประชาชนมีบทบาทเพียงแค่เป็นผู้ตาม    หรือประชาธิปไตยที่ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วม    หรือประ ชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นเจ้าของโดยตรง        เรื่องเหล่านี้ก็คือความขัดแย้งทางชนชั้นซึ่งเป็นความขัดแย้งทางความคิดและอุดมการณ์      พูดให้ถึงที่สุดแล้วตั้งแต่เกิดจนตายไม่มีใครสามารถหลีกลี้ไปจากการต่อสู้ทางชนชั้นไปได้เลย    ไม่ว่าจะสังกัดชนชั้นใดในสังคม

ท่านยังกล่าวอีกว่า......สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆคือการเปลี่ยนแปลงจะค่อยเป็นค่อยไป   ดังนั้นสุดท้ายการเน้นการศึกษา  วิจารณ์  พูดคุย    เพื่อให้ทัศนคติคนส่วนใหญ่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม    จะเปลี่ยนแปลงตาม  มันคงเกิดแบบนี้    ทั้งนี้ขึ้นกับเงื่อนไขมหภาคทางเศรษฐกิจ  การเมืองระหว่างประเทศด้วย   รวมทั้งสังขารผู้นำฝ่ายตรงข้ามต่างๆ

การกล่าวเช่นนี้แสดงให้เห็นถึงความคิดแบบปัจเจกชนนิยมของชนชั้นนายทุนน้อยที่ยังมิได้ดัดแปลงตนเองให้มาอยู่ฝ่ายประชาชน       เป็นความคิดที่มีรากเหง้ามาจากความคิดแบบศักดินาที่ถือว่ามีแต่พวกตนเท่านั้นที่จะเป็นเป็นผู้ประสิทธิ์ประสาททุกสิ่งทุกอย่าง         ทั้งยังมีความต้องการให้เกิดการเปลี่ยน แปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป    นี่คือแก่นแท้ของความคิดปฏิรูป       เป็นความคิดที่เลื่อนลอยและค่อนข้างจะเพ้อฝันเอามากๆ     คนที่มีความคิดเช่นนี้ไม่ใช่เป็นเพราะพวกเขารักสันติอะไรหรอก    หากแต่ขลาดกลัวต่อการเปลี่ยนแปลง        เนื่องจากพวกเขาอยู่ในฐานะที่ได้เปรียบผู้อื่นในสังคมต่างหาก    การอ้างว่าต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยนั้น   จุดประสงค์ที่แท้จริงก็คืออยากจะให้ชนชั้นปกครองหยิบเอาแนวแนวคิด ข้อเสนอ ของพวกเขาไปใช้บ้างเท่านั้นเอง      

รูปแบบการต่อสู้ที่นำเสนอว่า    น้นการศึกษา วิจารณ์  พูดคุย  เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางทัศนะคติของคนส่วนใหญ่     นั้นแล้วพฤติกรรมจะเปลี่ยนแปลงตาม    เรื่องนี้ไม่รู้ว่าใช้ศาสตร์อะไรมาอ้างอิงว่าการต่อสู้จะพัฒนาไป     มันเป็นการแสดงออกของความคิดยอมจำนนโดยแท้จริง     

เมื่อจะเน้นการศึกษา..จะศึกษาอะไร?    ศึกษาเศรษฐศาตร์ของชนชั้นนายทุนที่กำลังประสบกับวงจรอุบาทว์ครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นนั้นหรือ?     วิจารณ์...วิจารณ์รัฐบาลเผด็จการ   แล้วสามารถปลดปล่อยประชาชนได้หรือ?        ที่พูดว่า...พูดคุยเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางทัศนะคติของคนส่วนใหญ่...       เช่นนี้ไม่อาจคิดให้เป็นอย่างอื่นไปได้นอกจากจะกล่าวว่า   นี่คือทัศนะของพวก ที่สนับสนุน รับใช้และค้ำจุนอำนาจรัฐของชนชั้นนายทุน   นี่เป็นการดูถูกประชาชนอย่างไม่สามารถอภัยให้ได้      ปัจจุบันนี้ประชาชนมีความรู้เรื่องการเมือง  เศรษฐศาสตร์  การกดขี่  เอารัดเอาเปรียบ  การมีชนชั้นอภิสิทธิ์ ในสังคมได้ดีเกินกว่าที่ใครจะไปชี้นำหว่านล้อมด้วยวาจาไร้สาระและท่วงทำนองแบบเจ้าขุนมูลนาย  และมองไม่เห็นทางออกเพื่อชีวิตที่ดีกว่าได้อีกแล้ว     การให้ความหวังอย่างเป็นนามธรรมที่ไม่มีความชัดเจนเช่นนี้   ไม่สามารถหว่านล้อมประชาชนได้อีกต่อไป       เพราะประชาชนจะไม่ยอมรับ “ทฤษฎีแห่งการรอคอย”  ของชนชั้นนายทุนน้อยอีกต่อไป

ภาวะความขัดแย้งระดับสูงไม่น่าจะจบลงง่ายๆ   เพราะเงื่อนไขมันเป็นตายพอๆกับช่วงที่ทักษิณมีอำนาจ      ตอนนี้แค่เปลี่ยนทักษิณเป็นประวิตร/ประยุทธิ์แต่เงื่อนไขสูงสุดเหมือนเดิมตรงนี้ไม่รู้จะจบอย่างไร วิเคราะห์ไม่ออก ได้แต่รอดู   

ความขัดแย้งระดับสูงนั้นขอข้ามไปจะไม่กล่าวถึง  แม้จะพอเข้าใจสถานการณ์อยู่บ้าง    แต่การตีขลุมเปรียบเทียบสถานการณ์สมัยทักษิณและสมัยประยุทธิ์/ประวิตร นั้น เป็นการเปรียบเทียบที่ใช้ไม่ได้เอาเสียเลย     เป็นการมองอย่างตายตัว หยุดนิ่งโดยแท้    จากทักษิณถึงประยุทธ์   วันเวลาเปลี่ยน   คนเปลี่ยน    สภาพแวดล้อมเปลี่ยน    ดุลกำลังเปลี่ยน   ประชาชนรู้อะไรๆมากขึ้น   คู่ความขัดแย้งเปลี่ยน ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปไม่ว่าด้านปริมาณและคุณภาพ “ทฤษฎีแห่งการรอคอย” ที่ผู้วิจารณ์ ให้ความหวังนักหนานั้นกลับไม่สามารถนำมารับใช้สถานการณ์ได้       นั่นแสดงให้เห็นว่าทฤษฎีพวกนั้นใช้ไม่ได้จริงๆ        ตรงกันข้ามกับลัทธิมาร์กซที่สามารถใช้วิเคราะห์ถึงความเป็นไปของสถานการณ์ได้  อย่างที่กลุ่มวิเคราะห์ของ อปท.ได้วิเคราะห์เอาไว้      

ยิ่งท่านกล่าวว่า  “ไม่รู้จะจบอย่างไร?  วิเคราะห์ไม่ออก  ได้แต่รอดู”     คำพูดเหล่านี้แสดงให้เห็นตัวตนของผู้วิจารณ์ได้อย่างชัดเจนว่า       ไม่มีความสามารถทางทฤษฎีหรือสรรหาแนวทางใดๆมาใช้ในการแก้ปัญหาได้         เป็นการรอคอยความเปลี่ยนแปลงโดยไม่มีหลักการใดๆมามาตอบข้อสงสัย        ที่บอกว่าวิเคราะห์ไม่ออก   ได้แต่รอดู      มันได้แสดงออกถึงธาตุแท้ของการยอมจำนนอย่างถึงแก่นเลยทีเดียว      และยังกล่าวอีกว่า   

5. ผมเห็นแต่สรุปกันว่า  มาร์กซิสต์ เป็นวิทยาศาสตร์  คือท่องตามกันมาเท่านั้น แต่น้อยมากที่จะอ่าน แคบปิตอล !!!!! ?) แต่โชคดีผมอ่าจบ 3 vol. เลย  เลยไม่เชื่อคนอื่นสรุปแล้ว 

การศึกษาลัทธิมาร์กซนั้น...วิธีการสำคัญเรื่องหนึ่งก็คือมรรควิธีแบบวิภาษ (Method of Dialectics)    ที่สอนให้รู้ถึงกฎของการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่ง      ผู้ที่ศึกษาจึงต้องคิดและใช้ทฤษฎีอย่างแยกแยะ   ไม่ใช้อย่างตายตัว   สืบเนื่องมาจากเงื่อนไขของการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของภววิสัย     ไม่ได้มีลักษณะท่องจำอย่างเช่นนักลัทธิคัมภีร์ (Dogmatist)      นักลัทธิคัมภีร์มักจะใช้วิธีท่องจำแล้วนำไปคุยโตโอ้อวดภูมิรู้เพื่อขู่ผู้อื่นเพื่อสร้างความนิยมให้แก่ตนเอง    แต่ไม่ได้เข้าใจถึงแก่นแท้ของทฤษฎีเลย   ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดกับหลักการของลัทธิมาร์กซเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาเรียนรู้ทั้งปรัชญาของมาร์กซและฝ่ายตรงข้ามกับมาร์กซด้วย   เช่นว่า.ถ้าจะศึกษาเศรษฐศาสตร์ลัทธิมาร์กซก็ต้องศึกษาเศรษฐศาสตร์ทุนนิยมด้วยเป็นการเปรียบเทียบกัน      เพื่อจะได้เห็นถึงข้อดี ข้อเสีย  จุด อ่อน จุดแข็งของทั้งสองด้าน   เพื่อจะได้นำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้องและเป็นประโยชน์

อนึ่ง..หนังสือเรื่องเรื่อง “แคปปิตอล”  ของมาร์กซ       เป็นเพียงส่วนหนึ่งในองค์ประกอบทั้ง 3 ที่เรียกว่า เศรษฐศาสตร์ลัทธิมาร์กซ หรือ เศรษฐศาสตร์การเมือง(Political Economy)  ซึ่งมันไม่ใช่เนื้อหาทั้งหมดของลัทธิมาร์กซ  

เกี่ยวกับที่มาของลัทธิมาร์กซนั้นมาจาก 3 ทาง  ได้แก่   1) จากทฤษฎีเศรษฐศาสตร์คลาสสิคของอังกฤษ....2) ปรัชญาคลาสสิคของเยอรมัน   3) สังคมนิยมของฝรั่งเศส    มีองค์ประกอบ 3 ส่วนคือ   1 ทฤษฎีวัตถุนิยมวิภาษ และ วัตถุนิยมประวัติศาสตร์   2  เศรษฐศาสตร์การเมือง  3 สังคมนิยมและการปฏิวัติ

การอ่านจบทั้งสามเล่มนั้นเป็นเรื่องดี..ถ้าจริง      แต่การสรุปเอาเองว่า...นั่นเป็นเนื้อหาสาระทั้งหมดของลัทธิมาร์กซแล้วละก้อ     มันแสดงออกถึงความรับรู้ลัทธิมาร์กซที่น้อยมากของผู้วิจารณ์    เมื่อนักลัทธิมาร์กซจะวิจารณ์เรื่องหนึ่งเรื่องใดจะต้องศึกษาเรื่องนั้นๆมาเป็นอย่างดี      จนสามารถพบเห็นจุด อ่อนข้อบกพร่องของเรื่องนั้นๆอย่างชัดเจนแน่นอน      จึงจะทำการวิจารณ์ได้อย่างตรงจุดและอย่างผู้รู้    

คุณูปการของเศรษฐศาสตร์การเมืองลัทธิมาร์กซนั้น    ให้ประโยชน์แก่ผู้ถูกกดขี่   ถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างน้อยที่สุดก็ทำให้กรรมกรธรรมดาๆคนหนึ่งได้รับการติดอาวุธทางปัญญา  ไปรับรู้เรื่องผลประโยชน์ของตนที่ถูกเบียดบังได้ชัดเจนมากขึ้นเช่นเรื่องค่าจ้าง   แรงงาน   ทุน   กำไร  มูลค่า  มูลค่าส่วนเกิน ปัจจัยการผลิต    พลังการผลิต   ความสัมพันธ์ทางการผลิต   การขูดรีดมูลค่าส่วนเกินจากกำลังแรงงานของตน ฯลฯ     โดยที่เศรษฐศาสตร์ทุนนิยมมิได้เอื้อประโยชน์ให้แก่ชนชั้นอื่นๆเลย    แต่กลับไปสร้างความร่ำรวยให้แก่นายทุนเพียงชนชั้นเดียว     อีกทั้งยังพยายามปกปิดกระบวนการขูดรีดของมันไว้อย่างมิดชิดอีกด้วย

ทฤษฎีมูลค่าของมาร์กซ        ได้เปิดโปงการขูดรีดแรงงานส่วนเกินที่นายทุนกระทำต่อกรรมกรออก มาอย่างล่อนจ้อน          เอาละ...  ถามว่าเมื่ออ่าน”ทุน”จบ 3 เล่มแล้วไม่ได้รับรู้ถึงสิ่งเหล่านี้เลยหรือ ไม่แน่ว่าหนังสือเรื่องที่ท่านอ่านคงชื่อว่า “ทุนนิยม”  ไม่ใช่เรื่อง”ทุน”ของมาร์กซอย่างแน่นอน   การจะเรียนรู้อะไรให้ลุ่มลึกนั้น..มีวิธีการอย่างหนึ่งในหลายๆวิธีในการศึกษา   คือศึกษาแบบมีการอภิปราย ถกเถียงแลกเปลี่ยนโต้แย้งกัน       ถ้าศึกษาแบบไม่มีการแลกเปลี่ยนวิเคราะห์ร่วมกับผู้อื่น       ผลของมันจะออกมาเป็นแบบ  หยุดนิ่ง  ตายตัว ไม่มีพัฒนาการ   เป็นความคิดที่เกิดจากความว่างเปล่า   ที่คิดเอาเอง   จึงเกิดความไม่รู้  หรืออวิชชา ครอบงำตนอยู่      

6. มาร์กซิสต์  คือวิทยาศาสตร์อย่างไร?  มันแค่สมมุติฐานทางทฤษฎี 
เมื่อได้ฟังประโยคนี้แล้ว     รู้สึกตกใจเป็นอันมากจนเกิดเป็นความสงสารเห็นใจผู้วิจารณ์ท่านนี้ขึ้นมาทันที..  ไม่สมกับที่..ครั้งหนึ่งท่านเชื่อและภาคภูมิใจว่าตัวท่านเองเป็นแกนนำทางความคิดของคนเสื้อแดงในเวป ไซต์ ของท่าน      ขอให้เรามาทำความเข้าใจความหมายในระดับที่พอยอมรับกันได้ของคำว่าวิทยาศาสตร์กันก่อนว่า     วิทยาศาสตร์นั้นหมายถึงอะไร? มันหมายถึง ”ความรู้” ที่ได้มีการจัดไว้อย่างเป็นระบบ   แบ่งเป็นสองแขนงได้แก่วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ  เช่น ภูมิศาสตร์  ฟิสิคส์  ธรณีวิทยา  กายวิภาค  เคมี  ชีววิทยา ฯลฯ  ซึ่งเป็นความรู้ เกี่ยวกับธรรมชาติ      ส่วนอีกแขนงหนึ่งคือวิทยาศาสตร์สังคมได้แก่ความรู้ในสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมา   เช่นปรัชญา  กฎหมาย  เศรษฐศาสตร์   รัฐศาสตร์   สังคมศาสตร์ ฯลฯ  

อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วว่าลัทธิมาร์กเป็นองค์ความรู้ที่มาร์กซและเองเกลส์ได้มาจากการศึกษาค้นคว้าและสังเคราะห์มาจากแหล่งความรู้ 3 แหล่ง  ที่เป็นทั้งวิทยาศาสตร์ธรรมชาติและวิทยาศาสตร์สังคมและเป็นที่ยอมรับกันในหมู่นักปราชญ์ทั้งหลาย     

ที่ท่านกล่าวว่าทฤษฎีลัทธิมาร์กซ  มันแค่สมมุติฐานทางทฤษฎี     เป็นสิ่งที่ยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าผู้วิจารณ์ไม่มีความสามารถในการแยกสมมุติฐานออกจากทฤษฎี     เลยไม่รู้ว่า   อะไรคือสมมุติฐาน (Hypothesis)  อะไรคือทฤษฎี (Theory)  และมันมีความสัมพันธ์และมีความต่างกันอย่างไร? อยาก
 จะขอเรียนด้วยความเคารพว่า  “สมมุติฐาน..คือความคิดหรือคำอธิบาย บางสิ่งหรือปรากฏ การณ์บางอย่าง โดยอิงอยู่บนพื้นฐานของทฤษฎีที่มีอยู่ก่อน     ซึ่งตัวมันเองยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่ามีความถูกต้องหรือไม่    ถ้าพิสูจน์ว่าถูกต้องได้รับการยอมรับ      มันจึงถูกนับชั้นขึ้นไป เป็นทฤษฎี   
ส่วนทฤษฎีนั้น  คือความเป็นจริงในศาสตร์ต่างๆที่ได้รับการยอมรับและพิสูจน์แล้วว่าถูกต้อง  (จะไม่เป็นถูกต้องก็ต่อเมื่อมีความจริงอย่างอื่นมาหักล้าง   หรือได้รับการพิสูจน์ในภายหลังด้วยเทคโน โลยีสมัยใหม่ว่าไม่ถูกต้อง  เช่นทฤษฎีโลกแบนถูกแทนที่ด้วยทฤษฎีโลกกลม  หลังจากใช้มาร่วมสองพันปี)   ถ้าจะว่าตามชั้นแล้วสมมุติฐานนั้นมีศักดิ์เล็กกว่าทฤษฎี     ดังนั้นการเรียกขาน   การใช้คำพูดของผู้วิจารณ์ควรจะต้องมีความระมัดระวังให้มากในข้อเท็จจริง        เพราะมันจะส่อให้เห็นถึงความรับรู้ของท่านในเรื่องนั้นๆว่ามีมากน้อยแค่ไหน?       

ส่วนลัทธิมาร์กซนั้น..นักวิชาการทั้งโลกและแม้แต่ผู้ที่อยู่ตรงกันข้ามกับมาร์กซ  ต่างก็ยอมรับว่ามัน เป็นทฤษฎี  และเป็นทฤษฎีระดับใหญ่(Grand theory) ด้วย   ที่มันได้รับการยอมรับว่าเป็นทฤษฎีใหญ่ก็เพราะว่า       มันมีความเป็นศาสตร์ และมีความสามารถเพียงพอที่จะอธิบายปรากฏการณ์ทางด้านเศรษฐกิจ  สังคม   การเมือง  ทั้งในปัจจุบันและอนาคตได้อย่างเป็นสัจธรรม     ทางด้านอุดมการณ์ นั้นมันได้แสดงจุดยืนอย่างมั่นคงว่ารับใช้ชนชั้นผู้ยากไร้ซึ่งเป็นคนส่วนข้างมากในสังคมที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ        มันมีเป้าหมายชัดเจนที่ต้องการทำการปลดปล่อยมวลมนุษยชาติให้หลุดพ้นจากแอกของความสิ้นหวัง  ยากไร้  และขาดแคลนจากการถูกกดขี่ขูดรีดและกดขี่ทุกชนิด   

ลัทธิมาร์กซ ได้หล่อหลอมเชื่อมโยงเอานามธรรมที่หลากหลายเข้าด้วยกันอย่างสอดคล้องกลมกลืนเช่น  ความยากไร้  การกดขี่ขูดรีด  การต่อสู้ทางชนชั้น  การเปลี่ยนแปลงสังคม ฯลฯ (ความยากไร้เกิดจากการถูกขูดรีด   การถูกขูดรีดทำให้เกิดการต่อสู้ทางชนชั้น  การต่อสู้ทางชนชั้นทำให้เกิดการเปลี่ยน แปลงทางสังคม)       แล้วแปรนามธรรมเหล่านี้ออกมาเป็นรูปธรรมที่สามารถสัมผัส ได้โดยผ่านการปฏิบัติ  

การที่ลัทธิมาร์กซมีความสามารถอธิบายสิ่งเหล่านี้ได้เพราะมันเป็นองค์ความ รู้ที่ถูกประมวลและผลิตขึ้นมาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์    มีมวลชนผู้ศรัทธาสืบทอดโดยนำหลักการไปปรับใช้ปฏิบัติและได้ผลอย่างประจักษ์มาแล้ว

อนึ่งทฤษฎีใดๆก็ดี ย่อมถูกสร้างขึ้นจากความเป็นจริงแห่งยุคสมัย   ไม่ว่าจะเป็นสถานที่   เหตุการณ์ต่างๆ  กระบวนการทางเศรษฐกิจ  สังคม  การเมือง  ผู้คน  และองค์ประกอบอื่นๆอีกมากมาย  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ย่อมมีลักษณะเฉพาะของมันอยู่       และลักษณะเฉพาะของสังคมนี่แหละที่ต้องค้นให้พบเพื่อจะนำไปสู่การวิเคราะห์สังคม...เพื่อใกำหนดยุทธศาสตร์     แม้ว่าเนื้อหาและหลักการของทฤษฎีนั้นๆจะยังมีความถูกต้องอยู่   แต่ก็มีความจำกัดในเรื่องของเวลา        ดังนั้นการจะนำมาใช้ในที่หนึ่งๆ  ในเวลาหนึ่งๆ  จึงต้องตรวจสอบเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ของมันเสียก่อน  แล้วนำมาผสมผสานเข้ากับเงื่อนไขที่เป็นจริงในปัจจุบัน       นี่คือการใช้ทฤษฎีแบบวิภาษวิธีของนักลัทธิมาร์กซที่มีความแตกต่างไปจากผู้อื่น 

ถ้านักเคลื่อนไหวที่ต่อสู้เพื่อปชต.  หรือเรื่องใดก็ตาม    ใช้ทฤษฎี  ข้อมูล  ข่าวสารที่ผิด   ก็ไม่สามารถวินิจฉัยสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง   การวางแผน  วางกำลังก็จะผิด  การต่อสู้จะพ่ายแพ้    สู้เมื่อไหร่ก็แพ้เมื่อนั้น    สำหรับผู้เขียนเป็นแค่เพียงนักศึกษาลัทธิมาร์ก   ไม่กล้าที่จะเรียกตัวเองว่าผู้รู้   จึงไม่กล้า วิพากษ์วิจารณ์เรื่องใดๆที่ตนรู้เพียงผิวเผิน    สิ่งไหนดีสิ่งไหนเป็นประโยชน์สุขของประชาชนก็สามารถยอมรับได้    หากจะได้รับชัยชนะจากการต่อสู้แบบสันติวิธีนั้นย่อมถือว่าเป็นสิ่งประเสริฐที่สุดแล้ว   แต่โดยข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์..ชัยชนะเยี่ยงนั้นยังไม่เคยปรากฎ       ส่วนที่ว่าการต่อสู้จะรุนแรงแค่ไหน ระดับใด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับประชาชน      หากแต่ขึ้นอยู่กับชนชั้นปกครองที่เป็นผู้กำหนดว่าการกดขี่ปราบปรามของพวกเขานั้นรุนแรงแค่ไหน     โปรดทำความเข้าใจเสียใหม่ว่า...นักลัทธิมาร์กซไม่เคยต้องการความรุนแรง   และไม่เคยใช้ความรุนแรงก่อน     หากจะใช้ก็เพราะมีความจำเป็นในการปกป้อง ประชาชนและป้องกันตัวเองเท่านั้น  

การที่ทานผู้วิจารณ์ยกคำถามขึ้นมาถามว่า
7.  แล้วรัสเซียโดยเลนินนำไปทดลองทางสังคมของรัสเซีย ปี 1922-1990     
เท่านี้ก็ไม่ถูกต้องแล้ว      ผู้วิจารณ์ควรที่จะไปศึกษาประวัติศาสตร์การปฏิวัติของรัสเซียให้พอเข้าใจเสียก่อน ขอแนะนำว่าให้เริ่มต้นตั้งแต่ยุคสมัยของพระเจ้าซาร์ อเล็กซานเดอร์ที่สอง ถูกลอบปลงพระชนม์   การปฏิวัตินั้นไม่ใช่การทดลอง     เลนินและพลพรรคบอลเชวิคได้ศึกษาแนวคิดทฤษฎีลัทธิมาร์กซจนมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง         แล้วนำไปประยุกต์ใช้ต่อสู้กับระบอบศักดินาซาร์อย่างจริงจังตั้งแต่ปี 1890 เป็นต้นมา ต้องพบกับอุปสรรคความล้มเหลวก็หลายครั้ง      แต่ด้วยหลักคิดที่เป็นวิทยา ศาสตร์ของลัทธิมาร์กซ จึงสามารถเปลี่ยนจากสภาพที่อ่อนด้อย  พ่ายแพ้  พลิกไปสู่ชัยชนะได้ในที่สุด      

ส่วนการจะก้าวไปสู่สังคมอุดมการณ์นั้นยังต้องเดินทางกันอีกยาวไกล      เพราะผู้ที่สนใจศึกษาลัทธิมาร์กซอย่างเป็นวิทยาศาสตร์เท่านั้นจะรับรู้ในสัจธรรมของทฤษฎีลัทธิมาร์กซข้อที่ว่า  สรรพสิ่งมีการ เคลื่อน ไหวเปลี่ยนแปลง ฯลฯ    

ดังนั้นจึงอนุมานไว้ล่วงหน้าแล้วว่า     มันเป็นการเดินทางไปสู่เป้าหมายที่ยังไม่มีใครไปถึงเป็นเส้นทางที่รกชัฏไม่มีใครเคยเดิน       จึงต้องเตรียมตัวเผชิญกับความผิดพลาด อุปสรรคขวากหนามทั้งใหม่และเก่า   เป็นหนทางที่สับสนคดเคี้ยว  ยอกย้อน  วกวน   มีศัตรูทางชนชั้นคอยจ้องทำลายอยู่     ไม่เพียงแค่ภายในประเทศเท่านั้น  ยังมีศัตรูจากบรรดาประเทศจักวรรดิ์นิยมทั้งหลายอีกด้วย  (ที่กล่าวมานี้มีหลักฐานยืนยัน  ไม่ว่าในรัสเซีย  จีน  เวียดนาม  ฯลฯ แม้กระทั่งประเทศ ที่ไม่ใช่สังคมนิยมเช่น    เช่นการเข้าไปแทรกแซง  อิหร่าน   คิวบา  เวเนซูเอลา  ชิลี  ไทย  และประ เทศในอาเซียน  การเข้าไปทำลายประเทศ  ยูโกสลาเวีย  อัฟกานิส ถาน  อิรัก  ซีเรีย  ลิเบีย   โซมาเลีย    เพียงเพราะประเทศเหล่านั้นต้องการเป็นตัวของตัวเองอย่างมีศักดิ์ศรี      ไม่ต้องการถูกครอบงำ อยากอยู่อย่างอิสระ  มากบ้างน้อยบ้างตามเงื่อนไข)  หากยังไปไม่ถึง  หลงทาง   ย้อนกลับ ฯลฯ  มันจึงไม่ใช่ความล้มเหลว...เนื่องจากมันยังอยู่ในระยะผ่าน  ที่ยังต้องใช้เวลาและพลังวิริยภาพไปอีกมากมายสักเท่าใด        

โดยหลักการแล้ว...การแสวงหาความรู้ของมนุษย์..วิธีหนึ่งคือการเรียนรู้จากการปฏิบัติ เป็นการรับรู้ทาง ตรง     ลัทธิมาร์กซสอนให้สรุปการปฏิบัติให้เป็นทฤษฎี  จากนั้นก็นำไปปฏิบัติอีก  สรุปอีก...ปฏิบัติอีกเป็นกระบวนการต่อเนื่องสัมพันธ์กันเช่นนี้ตลอดไปไม่มีที่สิ้นสุด       สอนให้มองสรรพสิ่งตามสภาวะที่เป็นจริง   ทั้งในโลกธรรมชาติและกระบวนการทางสังคม    ตามการเปลี่ยนแปลงหรือปรากฏการณ์และความสัมพันธ์ของมันกับสิ่งอื่นๆ     จึงไม่ใช่การเดา    เพราะวิธีคิดของลัทธิมาร์กซไม่ได้คิดอะไรขึ้นมาจากสิ่งที่มองไม่เห็น      ดังนั้นลัทธิมาร์กซจึงไม่ใช่หมอดู  แต่สามารถทำนายปรากฏการณ์ข้างหน้าได้อย่างกว้างๆ     ไม่เหมือนศาสตร์บางศาสตร์ที่พยากรณ์ตัวเลขหรือปรากฎการณ์  เมื่อเกิดข้อผิดพลาด ขึ้น   ก็ไม่รับผิดชอบ    เช่นทำนาย จีดีพี  อัตราดารเติบโตทางเศรษฐกิจ ฯลฯ อ้างโน่นอ้างนี่  อ้างแต่ปัจจัยที่แปรเปลี่ยนไปแล้ว  ทำนายกันใหม่   ดังนั้นจึงมีคำถามว่า  ศาสตร์ไหนมีความน่าเชื่อถือกว่ากัน   

ยิ่งมากล่าวสรุปแบบคิดเอาเองว่า      ลัทธิมาร์กซ์เป็นเพียงสมมุติฐานที่ไม่เป็นจริงทางการปฏิบัติ   ยิ่งได้เห็นความไม่รู้ของผู้ที่กล่าวหานั้นมากยิ่งขึ้น     ถ้ามันไม่เป็นจริงทางปฏิบัติ   ทำไมเลนินและชาวพรรคบอลเชวิคถึงโค่นล้มพระเจ้าซาร์ลงไปได้     ทำไมเหมาเจ๋อ ตุง และพรรคคอมมิวนิวต์จีนจึงชนะเจียงไคเชคที่มีทหารนับล้านติดอาวุธทันสมัยของอเมริกาตลอดหัวจรดเท้า  ฯลฯ    ทำไมลุงโฮ จึงรบชนะฝรั่งเศสในสงครามเดียนเบียนฟู และสามารถขับไล่ผู้รุกรานออกไปได้      ทำไมประเทศเหล่านี้ถึงพัฒนาบ้านเมืองของตนที่ย่อยยับจากสงครามปลดแอกก้าวขึ้นมาเป็นชาติมหาอำนาจที่ก้าวหน้า   ไม่ว่าทั้งทางเศรษฐกิจ   การป้องกันประเทศ  และด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีได้รวดเร็วขนาดนี้   

คำถามนี้อยากให้ผู้วิจารณ์ท่านนั้นถามและตอบตัวเองด้วยใช้การศึกษาปัญหาอย่างที่มันเป็นให้ชัดเจน ก่อนจะด่วนตัดสินสิ่งใดๆด้วยท่าทีที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์อีกนะครับ....ด้วยความคารวะ
ยิ่งกล่าวปรามาสผู้อื่นว่า  คนไทยท่องจำลัทธิมาร์กซมา  เลยรู้และเข้าใจวิธีการวิเคราะห์แบบนี้เพียงทางเดียวเลยไม่รู้จักคิดแบบวิธีอื่น เช่น   ทุนเสรีนิยม   เศรษฐศาสตร์กระแสหลัก   ทฤษฎีอรรถประ ประโยชน์  ดีมานด์ ซับพลาย ฯลฯ   

คนที่เรียกตัวเองว่านักลัทธิมาร์กซ       ส่วนใหญ่ได้ทำการศึกษาสิ่งเหล่านี้มาพอสมควรแล้วทั้งภาค ทฤษฎีและปฏิบัติ  ได้เห็นพบเห็นทั้งความก้าวหน้าและความอำมหิตเลือดเย็นของระบบทุนนิยมมาทั้งระบบ  จนสามารถสรุปได้อย่างชัดเจนว่า  ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ทุนนิยมที่ใช้กันอยู่นั้น  ไม่ว่าจะพัฒนา อย่างไรก็ไม่สามารถแก้ปัญหาวิกฤติของตัวมันเองได้     ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐศาสตร์ทุนนิยมกระแสหลักอย่าง  เคนเชียน   ฮาเยก   เสรีนิยม   เสรีนิยมใหม่     ก็ยังวนเวียนอยู่ในวงจรอุบาทว์   ตั้งแต่เงินฝืด เงินเฟ้อ  เงินตึง  ความชะงักงันทางเศรษฐกิจ  เศรษฐกิจตกต่ำอย่างที่เคยเป็นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า      นับตั้งแต่ เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในอเมริกาประเทศมหาอำนาจทุนนิยมเมื่อปี 1929 มาจนถึงปัจจุบัน   อเมริกาก็ยังต้องเผชิญกับวงจรอุบาทว์ทางเศรษฐกิจมาแล้วไม่รู้กี่ครั้ง(จนกระทั่งในปัจจุบัน)    ซึ่งเป็นเรื่องที่มาร์กซได้เคยกล่าวเอาไว้ถึงวิกฤติของระบอบทุนนิยม  และมันก็เกิดขึ้นจริงๆ    ซ้ำร้ายในแต่ละรอบวงของช่วงเวลายิ่งสั้นลงทุกที  นี่หมายถึงอะไร   

ประเทศไทยได้ใช้เศรษฐศาสตร์กระแสหลัก(ทุนนิยม)มาตลอด   จีดีพี  เพิ่มขึ้นจริง  แต่เงินไม่ได้กระ จายไปในระบบอย่างที่เศรษฐศาสตร์ทุนนิยมโอ้อวดเอาไว้  หากแต่ไปรวมศูนย์อยู่ที่ชนชั้นปกครองและชนชั้นนายทุนเสียเป็นส่วนใหญ่     ประสบกับวงจรอุบาทว์ทางเศรษฐกิจมานับครั้งไม่ถ้วน       ในภาวะเช่นนี้มีแต่ประชาชนนั่นแหละที่เดือดร้อนแทบเป็นแทบตาย     ต้องมารับภาระให้แก่นายทุน  เมื่อรัฐนำเงินภาษีไปช่วยเหลือกิจการของบรรดานายทุนที่กำลังจะล้มละลาย      นี่หรือคือระบอบทุนนิยมเสรีทื่ท่านชื่นชมว่าดีนักหนา     อยากจะถามว่ามันเสรีตรงไหน        การใช้คำโกหกหรูๆออกมาแก้ต่างเช่น  คุณมีสิทธิ์จะกินอะไรก็ได้  แต่ไม่ได้บอกต่อไปว่า(ถ้าคุณมีเงินนะ)       ลูกชาวนาจากตะพานหินสอบคัดเลือกได้คณะแพทย์ศาสตร์จุฬาฯ    แต่ไม่มีเงินลงทะเบียนแล้วเขาจะได้เรียนไหม ?     ถ้ามันเสรีจริง      ใต้กระท่อมของผมมีแร่ทองคำ ผมสามารถขุดเอามาทำประโยชน์ได้หรือไม่ ฯลฯ  ย่อมไม่ได้แน่นอน   

ที่ยกตัวอย่างมานี้เพราะระบอบที่ท่านผู้วิจารณ์ชื่นชอบนั้นมันเป็นอะไรที่ย้อนแย้งมาก    ท่านอาจเลี่ยงไปพูดว่าต้องเป็นทุนนิยมเสรีจริงๆสิ     ถ้ากล่าวประโยคนี้ออกมา..โดยตรรกแล้วแสดงว่าทุนนิยมเสรีนั้นไม่มีจริง    เหมือนกับพวกเผด็จการที่ลอยหน้าลอยตากล่าวว่าภายใต้การปกครองของพวกเขา ประชา ชนยังมีเสรีภาพในการหายใจอยู่..ยังไงยังงั้น       


Thursday, December 3, 2015

พบกับผู้สนับสนุนทางการเงินแก่ไอซิส

พบกับผู้สนับสนุนทางการเงินแก่ไอซิส 
ไบลาล เอร์โดแกน บุตรชายประธานาธิบดีตุรกี

โดย Tyler Durden on 11/25/2015

เซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียรู้ดีว่าไม่ควรที่จะสงบปากคำ หลังจากที่เครื่องบินรบของรัสเซียถูกตุรกียิงตกเมื่อ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ประธานาธิบดีของประเทศดังกล่าว(ตุรกี)เคยได้กล่าวไว้เมื่อ 3 ปีก่อน(กรณีที่เครื่องบินรบของตุรกีบินล้ำพรมแดนซีเรีย) ว่า.... “การล่วงล้ำพรมแดนเพียงเล็ก น้อย ไม่ใช่ข้ออ้างสำหรับการโจมตี” ลาฟลอฟกล่าวถึงกรณีนี้ว่า...”เรามีความสงสัยเป็นอย่างมากว่า มันไม่ใช่เป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่เจตนา และเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นการยั่วยุที่วางแผนโดยตุรกี”

แม้ ลาฟลอฟ จะกล่าวอย่างนุ่มนวลที่สุดกับ เมฟลุท คาวูโซกลู หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน เมื่อทั้งสองได้สนทนากันทางโทรศัพท์ก่อนหน้านี้ (ลาฟลอฟ บอกยกเลิกแผนในการเดินทางไปตุรกี) อย่างที่สำนักข่าว สปุตนิก ของรัสเซียได้ถอดความและตีพิมพ์คำพูดของลาฟลอฟ รมต.ต่างประเทศของรัสเซียที่ชี้แจงว่า...”การยิงเครื่องบินของรัสเซียตกในขณะที่ปฏิบัติการต่อต้านผู้ก่อการร้ายในซีเรียอยู่นั้นและก็ไม่ได้ล่วงล้ำน่านฟ้าของตุรกีแต่อย่างใด แสดงว่ารัฐบาลตุรกีรู้เห็นเป็นใจกับผู้ก่อการร้าย ไอซิส”

ในบริบทนี้...เมื่อลาฟลอฟกล่าวเสริมว่า “การปฏิบัติการของตุรกีเป็นแผนการที่ได้วางแผนและไตร่ตรองมาก่อนซึ่งมีเป้าประสงค์พิเศษ” ที่สำคัญไปกว่านั้น...ลาฟลอฟ ชี้ให้เห็นว่า ตุรกีมีบทบาทเกี่ยวข้องในการสนับสนุนเครือข่ายกลุ่มก่อการร้ายโดยผ่านการค้าน้ำมัน จากถ้อยแถลงของรัสเซีย...

“รัฐมนตรีต่างประเทศของรัสเซียได้มีบันทึกช่วยจำแก่คู่กรณีเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของตุรกีกับไอซิสเรื่องการค้าน้ำมันผิดกฎหมายซึ่งขนส่งผ่านพื้นที่ๆเครื่องบินรบของรัสเซียถูกยิงตก และเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มก่อการร้ายเช่น อาวุธและคลังกระสุน รวมไปถึงศูนย์บัญชาการควบคุมปฏิบัติการซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณนั้น”

 คนอื่นๆยังยืนยันสนับสนุนทัศนะของลาฟลอฟ เช่นอดีตนายพลฝรั่งเศส โดมินิก ทรินกองต์ ที่กล่าวว่า...”ตุรกีไม่เพียงไม่ต่อสู้กับกลุ่มไอซิลหรือไม่ก็เพียงเล็กน้อย และก็ไม่ก้าวก่ายแทรกแซงการลัก ลอบค้าของเถื่อนชนิดต่างๆที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนของตน เช่น น้ำมัน ฟอสเฟท ฝ้าย แม้กระทั่งการค้ามนุษย์ด้วย”

 เหตุผลที่เราพยายามใช้เวลาสืบค้นเกี่ยวกับคำถามที่น่าสนใจนี้ มาตั้งแต่สัปดาห์ต่อมาหลังจากผู้ก่อการร้ายทำการโจมตีในฝรั่งเศส ก่อนหน้าที่จะมีเหตุเครื่องบินรบของรัสเซียถูกตุรกียิงตก เราได้เขียนบทความเกี่ยวกับ..”คำถามที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับไอซิส ที่ไม่มีใครถาม” ซึ่งเราได้ตั้งคำถามว่า “ใครเป็นผู้ฝ่าฝืนทำลายกฎเกณฑ์ทีใครๆก็รู้ ไปช่วยเหลือสนับสนุนไอซิส และที่แน่นอน..ประเทศพันธมิตรตะวันตกทั้งหลายก็เห็นด้วยและรู้อยู่แก่ใจ และทำไมรัฐบาลประเทศเหล่านี้จึงยอมให้ ”พ่อค้าคนกลาง” ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ไอซิสต่อไปอีกนานสักเท่าใด แน่นอน....

หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ยิ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้าสลดใจมากขึ้นต่อสถานการณ์ที่ทุกคนได้ตั้งคำถามเหล่านี้ และเมื่อเราได้ทำการขุดคุ้ยอย่างอดทน ในที่สุดเราก็พบว่า ”พ่อค้าคนกลาง” ที่ซื้อขายสินค้านั้นคือใครที่ขนส่งน้ำมันที่ไอซิสขโมยมาไปยังยุโรปและตลาดค้าน้ำมันระหว่างประเทศอีกหลายแห่งเพื่อ เปลี่ยนเป็นเงินมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ มีชื่อของโจรคนหนึ่งที่ปรากฏโฉมขึ้นมาในการค้า”น้ำมันก่อการร้าย” กับกลุ่มไอซิส คนๆนั้นคือ ไบลาล เอร์โดแกน บุตรชายของ เรเซป เทยิป เอร์โดแกน ประธานาธิบดีของตุรกีคนปัจจุบันนั่นเอง

 ประวัติ   เนคเมตติน ไบลาล เอร์โดแกน รู้จักกันในนาม ไบลาล เอร์โดแกน เกิด 23 เมษายน 1980 เป็นบุตรคนที่สามของประธานาธิบดี เอร์โดแกน ของตุรกี หลังจากจบการศึกษาชั้นมัธยมปลายจาก โรงเรียน คาร์ตาล อิหม่าม ฮาติ๊ป เมื่อปี 1999 ก็ไปศึกษาต่อที่สหรัฐฯ จบปริญญาโทที่ สถาบันของรัฐ จอห์น เอฟ เคเนดี้ มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดเมื่อปี 2004 จากนั้นก็เข้าฝึกงานที่ธนาคารโลกระยะหนึ่ง กลับตุรกีเมื่อปี 2006 และเริ่มชีวิตทางธุรกิจ ไบลาล คือ หนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทส่งสินค้าทางเรือ “BMZ Group Denizcilik” และยังถือหุ้นในธุรกิจต่างๆอีกหลายสาขา

 บริษัทขนส่งทางเรือ BMZ Group ของเขาเป็นเครือข่ายที่มีส่วนอย่างมากในการลักลอบขนสินค้าเถื่อนจากอิรักและ กลุ่ม อิสลามมิก เสตทไปยังยุโรปตะวันตก และบทความด้านล่างนี้เขียนโดย F. William Engdahl ถึงพ่อลูกคู่นี้ใน New Eastern Outlook: เป็นการตอบคำถามสำหรับผู้ที่มีความสงสัย ถึงการที่พ่อลูกคู่นี้ทำการเปลี่ยนน้ำมันหลายล้านบาร์เรลของซีเรียให้เป็นเงินหลายล้านดอลลาร์ให้เป็นรายได้ของกลุ่มก่อการร้าย ไอซิส ไอซิส

เกมสกปรกที่เปี่ยมอันตรายของเอร์โดแกน 
By F. William Engdahl, posted originally in New Eastern Outlook: 

ในเดือนตุลาคม 2014 โจ ไบเดน รองประธานาธิบดีของสหรัฐฯได้กล่าวในการชุมนุมศิษย์เก่าฮาเวิร์ดว่า กลุ่มปกครองเอร์โดแกนนั้นหนุนหลังพวกไอซิสด้วยเงินจำนวนหลายร้อยล้านดอลลาร์และอาวุธเป็นตันๆ....”ภายหลังไบเดนกล่าวขอโทษเพื่อคลี่คลายผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ ที่จะได้รับการรับอนุมัติจากเอร์โดแกนใช้ฐานทัพอากาศ อินเคียลิค สำหรับโจมตีต่อต้านไอซิสในซีเรีย แต่เรื่องที่เอร์โดแกนหนุนหลังไอซิสนั้นได้ถูกเปิดโปงไปอย่างกว้างขวางแล้ว มากกว่าคำพูดของไบเดน ที่ได้กล่าวอย่างมีนัย

กองกำลังของไอซิสที่ฝึกโดยสหรัฐฯ อิสราเอล และโดยหน่วยรบพิเศษของตุรกีที่เพิ่งจะปูดขึ้นมา ที่ฐานลับในจังหวัดคอนยา เมืองพรมแดนตุรกีที่ติดกับซีเรียมานานกว่าสามปี เอร์โดแกน มีความสัม พันกับไอซิส ลึกซึ้งมากขึ้นทุกขณะ ในช่วงที่สหรัฐฯ ซาอุดิ อาระเบีย แม้แต่การ์ตา ตัดความช่วย เหลือลง กลุ่มไอซิสก็ยังดำรงอยู่ได้อย่างน่าอัศจรรย์ เหตุผลก็คือได้รับการหนุนช่วยจากเอร์โดแกนและสาวกของเขา
นายกรัฐมนตรี อาห์เหมด ดาวูโตกลู ผู้นับถือนิกายสุหนี่ ที่มีแนวคิด “อาณาจักร อ๊อตโตมันใหม่” นั่นเอง 

ธุรกิจครอบครัว 

 แหล่งเงินทุนเบื้องต้นที่ป้อนให้กับกลุ่มไอซิสทุกวันนี้ คือการขายน้ำมันของอิรักจากแหล่งน้ำมันโมซุลซึง่เป็นฐานที่มั่นของกลุ่มไอซิส ลูกชายของเอร์โดแกน ดูเหมือนว่าจะเป็นผู้ส่งออกน้ำมันที่อยู่ในการควบคุมของไอซิส ไบลาล เอร์โดแกน เป็นเจ้าของบริษัทเดินเรือหลายแห่ง เขาเซ็นสัญญาที่มีเงื่อนงำกับบริษัทยุโรปในการขนถ่ายน้ำมันที่ขโมยจากอิรักไปยังบางประเทศในเอเซีย รัฐบาลตุรกีซื้อน้ำมันที่ปล้นชิงมาจากบ่อน้ำมันของอิรักที่ไอซิสยึดครอง บริษัทเดินเรือของไบลาลเป็นเจ้าของท่าเรือขนาดใหญ่ ในเบรุต และท่าเรือเซฮาน เพื่อขนส่งน้ำมันที่ไอซิสปล้นชิงมาให้แก่กองเรือบรรทุกน้ำมันสัญชาติญี่ปุ่น 

กูร์เซล เทกิน รองประธานพรรค สาธารณรัฐประชาชนตุรกี ได้กล่าวในการให้สัมภาษณ์สื่อของตุรกีว่า ....”ประธานาธิบดีเอร์โดแกนได้อ้างสิทธิ์ตามสนธิสัญญาขององค์การขนส่งระหว่างประเทศว่า ไม่มีการละเมิดกฎหมายแต่อย่างใด รวมไปถึงกิจกรรมที่ผิดกฎหมายของไบลาลบุตรชายซึ่งถือว่าเป็นการทำธุรกิจกับบริษัทญี่ปุ่นที่ได้จดทะเบียนอย่างถูกต้อง แต่ในความเป็นจริง ไบลาล เอร์โดแกน ได้สมคบกับกลุ่มก่อการร้าย ตราบใดที่พ่อของเขายังอยู่ในตำแหน่งก็จะเป็นภูมิคุ้มกันให้ไม่ถูกดำเนิน คดี”

เทกินยังกล่าวเสริมว่า บริษัทเดินเรือของไบลาลทำการขายน้ำมันให้ไอซิส บริษัท BMZ จำกัด เป็นธุรกิจของครอบครัวและญาติๆของประธานาธิบดีเอร์โดแกน ต่างก็ถือหุ้นของบริษัทและกู้เงินกองทุนจากธนาคารตุรกีโดยมิชอบ

นอกจากธุรกิจผิดกฎหมายที่ทำกำไรอย่างงดงามให้แก่ไบลาลบุตรชายที่ค้าน้ำมันกับไอซิสแล้ว ซูเมยีเอร์โดแกน บุตรสาวของประธานาธิบดีตุรกี ยังได้ดำเนินการโรงพยาบาลอย่างลับๆในค่ายทหารตุรกี ใกล้พรมแดนซีเรีย ซึ่งรถบรรทุกของทหารจะวิ่งเข้าออกเพื่อขนส่งนักรบไอซิสที่ได้รับบาดเจ็บมาให้การรักษาพยาบาลแล้วส่งกลับไปไปยังสนามรบในซีเรียอีก พยานยืนยันเรื่องนี้คือนางพยาบาลที่จบใหม่และได้เข้าทำงานที่นั่น จนกระทั่งถูกพบว่าเธอเป็นผู้นับถือนิกาย อัลลาไวท์(สาขาย่อยของนิกายชิอะห์) ซึ่งเป็นนิกายเดียวกับประธานาธิบดีอัล อัดซาด ของซีเรีย ที่เอร์โดแกน ต้องการโค่นล้ม

รามาซาน บากอล พลเมืองตุรกีจากเมืองคอนยาที่ถูกจับได้โดย นักรบของหน่วยป้องกันประชาชนชาวเคิร์ด (Kurdish People’s Defence Units/YPG) ในขณะที่กำลังพยายามเข้าไปร่วมกับไอซิส รับสารภาพว่า ตนถูกส่งไปร่วมกับไอซิสโดยนิกาย “อิสไมเลีย” ซึ่งเป็นนิกายที่เคร่งศาสนาอิสลามของตุรกี ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประธานาธิบดี เอร์โดแกน บากอล กล่าวว่า มีการเกณฑ์สมาชิกรุ่นใหม่ และเตรียมส่งไปสนับสนุนองค์กรของอิสลามหัวรุนแรงอีกด้วย และบอกว่านิกายกำลังฝึกการสู้รบในฐานใกล้เมืองคอนยาและส่งผู้ที่ผ่านการฝึกมาที่นี่เพื่อสมทบกับกลุ่มไอซิสในซีเรีย

 เทียรี่ เมสซอง นักวิเคราะห์ด้านภูมิศาสตร์การเมือง(geopolitical)กล่าวว่า เอร์โดแกน ได้ทำการปล้นในซีเรีย รื้อถอนโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆในเมืองอเลโปเมืองหลวงด้านเศรษฐกิจของซีเรีย และขโมยเครื่องมือเครื่องจักรไป ในทำนองเดียวกันก็ได้ทำการขโมยสิ่งล้ำค่าทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี แล้วตั้งตลาดระหว่างประเทศขึ้นเพื่อซื้อขายวัตถุโบราณเหล่านี้ที่เมือง อันติออค...ด้วยความช่วยเหลือจาก นายพล เบอร์นัวท์ ปูกา(อดีตหัวหน้าหน่วยสืบราชการลับฝรั่งเศส) เอร์โดแกนชูธงผิด โดยตั้งใจว่าจะกระตุ้นให้เกิดสงครามโดยประเทศในกลุ่มสนธิสัญญาแอตแลนติก โดยใช้อ่าวุธเคมีที่ ลา กูตตา ในกรุงดามัสกัส (เพื่อป้ายสีประธานาธิบดี อัดซาด แต่พิสูจน์แล้วว่าเป็นการกระทำของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซีเรีย)


เมื่อเดือนสิงหาคม 2013 เมสซอง อ้างว่ายุทธศาสตร์ซีเรียของเอร์โดแกน เริ่มพัฒนาขึ้นครั้งแรกอย่างลับๆด้วยการประสานงานกับอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศฝรั่งเศส อแลง จุปเป และ อาห์เหม็ด ดาวูโตกลู รัฐมนตรีต่างประเทศของเอร์โดแกนในปี 2011 หลังจากที่จุปเป จูงใจ เอร์โดแกน ให้คล้อยตามแนวคิดในการสนับสนุนการสลายพันธมิตรตุรกี-ซีเรียที่เคยเป็นมาแต่เดิม ในทางกลับกัน...ฝรั่งเศสให้คำมั่น ว่าจะสนับสนุนการเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปของตุรกี ภายหลังฝรั่งเศสกลับคำปล่อยให้เอร์โดแกน เผชิญกับสงครามซีเรียโดยลำพังโดยใช้กลุ่มไอซิส

 นายพล จอห์น อาร์. อัลเลน ที่เป็นคู่ขัดแย้งในนโยบายยุทธศาสตร์สันติภาพของโอบามา ซึ่งขณะนี้เป็นตัวแทนทางการทูตในการประสานความร่วมมือในการต่อต้านรัฐอิสลามหรืออิสลามิกเสตท หลัง จากพบปะกับเอร์โดแกนแล้วได้แสดงบทบาทเกินอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย และสัญญาว่าจะสร้าง”เขตห้ามบิน” ที่มีความกว้างถึง 90 ไมล์เหนือเขตอธิปไตยของซีเรีย และมีความยาวทอดยาวไปตลอดพรมแดนระหว่างตุรกีและซีเรีย คาดว่ามีเจตนาที่จะให้ผู้ลี้ภัยชาวซีเรียที่หลบหนีจากรัฐบาล แต่ในความเป็นจริงก็คือการประยุกต์ใช้แผนของ จุปเป-ไรท์ นายกรัฐมนตรีของตุรกี อาห์เหม็ด ดาวูโตกลู เปิดเผยว่า สหรัฐฯสนับสนุนโครงการนี้ผ่านรายการโทรทัศน์ช่อง อะ ฮาเบอร์ โดยเริ่มทิ้งระเบิดกองกำลังของ พรรคกรรมกรแห่งเคิร์ดิสถาน(PKK / Partiya Karkerên Kurdistanê‎)

เมสสอง กล่าว สงครามต่อต้านซีเรียของเอร์โดแกนได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่าจะไม่มีวันชนะ ตุรกีและโลกควรจะได้รับสิ่งที่ดีกว่านี้ นโยบายต่างประเทศที่ “ไม่มีปัญหากับเพื่อนบ้าน” ที่โด่งดังของ อาห์เหม็ด ดาวูโตกลู ได้กลายเป็นปัญหาที่หนักอึ้งกับเพื่อนบ้านทั้งมวลสืบเนื่องมาจากนโยบายที่โง่เขลาทะเยอ ทะยาน ของเอร์โดแกนและพลพรรคนั่นเอง

Tuesday, August 25, 2015

บทเรียนของกรีซ: ความล้มเหลวของลัทธิปฏิรูป


บทเรียนของกรีซ: ความล้มเหลวของลัทธิปฏิรูป

 นายอเล็กซิส  ซีปราส    นายกรัฐมนตรีกรีกพึ่งจะประกาศว่าจะลงจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม    เขาได้สูญเสียเสียงสนับสนุนข้างมากในรัฐสภาและการแตกแยกของพรรคซีรีซา (Syriza) โดย  นาย ลาฟาซานิส แกนนำนำปีกซ้ายได้ประกาศตั้งพรรค”เอกภาพประชาชน” ขึ้นใหม่     ซีปราสได้ประกาศในโทรทัศน์เมื่อคืนที่ผ่านมาว่า     รัฐบาลพรรคซีรีซาได้ยื่นใบลาออกเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่   ซีปราสกล่าวว่าประชาชนชาวกรีกยังคงต้องทำการต่อสู้ต่อไป แต่ประเทศกรีซได้ ”ตัดสินใจอย่างมีเกียรติ์”  ในเรื่องล่าสุดที่เรียกกันว่าการรับเงินช่วยเหลือ    มันหมายความว่าอย่างไร?

เงินช่วยเหลือ(เงินกู้)งวดแรกนี้มีมูลค่าแปดหมื่นหกพันล้านยูโร (86,000,000,000 ล้าน) หรือประมาณ เก้าหมื่นล้านดอลลาร์  ที่ต้องนำมาใช้จ่ายอย่างเข้มงวดในรูปแบบของการ”ปฏิรูป” ซึ่งบงการโดยกลุ่มทรอยก้า (Troika  คือวิธีเทียมม้าแบบรัสเซียที่ใช้ม้าเทียม 3 ตัว ในที่นี้นำมาเปรียบเทียบกับเจ้าหนี้ 3 ฝ่าย ได้แก่ ธนาคารกลางยุโรป . สมาชิกกลุ่มเศรษฐกิจยุโรป . และสถาบันการเงิน ไอ.เอ็ม.เอฟ) หลังจากมีการอภิปรายกันอย่างเผ็ดร้อนในรัฐสภา  รัฐบาลกรีกยอมรับการแปรรูปวิสาหกิจขนาดใหญ่(คือการทำทรัพย์สินของรัฐให้เป็นของเอก ชน) มาตรการเพิ่มภาษี  ทุกๆคนในกรีซรู้ดีถึงนโยบาย  และการตัดลด(cuts)เพื่อเป็นการประหยัด  มันบ่งบอกถึงการละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่ซีปราสได้เคยสัญญากับประชาชนของกรีซเมื่อเขาได้รับเลือกตั้งในวันที่ 25 มกราคม ศกนี้ไปจนหมดสิ้น

 
ประชาชนชาวกรีกต่างรู้ว่านโยบายเหล่านี้หมายถึง   การตัดลดที่มากขึ้น  มาตรฐานการครองชีพที่ต่ำลง  การว่างงานเพิ่มสูงขึ้น  และความท้อแท้สิ้นหวัง    เพื่ออะไรล่ะ?  หลังจากที่ต้องทุกข์ทรมานกับนโยบายตัดลดที่โหดร้ายมาเป็นเวลา 5 ปี   ภาระหนี้สะสมของกรีกสูงขึ้นจาก 125% ไปเป็น 185% ของรายได้ ประชาชาติ     และขณะนี้กำลังพุ่งขึ้นเกอบจะแตะ 200% นี่คือความสำเร็จที่น่าทึ่งหรือ?   เงินกู้ยืมทั้ง หมดที่ให้แก่กรีซ  มีเพียงแค่ 10 % เท่านั้นที่กรีซได้รับ        ที่เหลือนั้นถูกส่งตรงไปยังหีบสมบัติของเยอรมันและสถาบันธนาคารต่างๆของยุโรป

 
เป็นที่ชัดเจนว่า  แม้คนตาบอดก็รู้ว่ากรีซไม่มีความสามารถที่จะจ่ายหนี้ก้อนมหึมานี้ได้   ในทางส่วนตัว(และแม้แต่ในด้านสาธารณะ)  นักเศรษฐศาสตร์ชนชั้นนายทุนก็ต้องยอมรับความจริง    กระนั้นพวกเขาก็ยังบีบคั้นประชาชนกรีกและผลักดันชาวกรีกให้ไปเกินกว่าขอบเขตจำกัดของความอดทน   จะต้องไม่มีมาตรการตัดลดใดๆอีกสำหรับประชาชนกรีกที่เป็นการเสี่ยงต่อการก่อให้เกิดการระเบิดทางสังคม  ประชา ชนกรีกได้แสดงออกให้เห็นอย่างชัดเจนในการคัดค้านอย่างรุนแรงในการทำประชามติในเดือนกรกฎาคมเมื่อประชาชนกรีกได้ลงคะแนนด้วยเสียงข้างมากต่อการรับเงินกู้งวดใหม่บนเงื่อนไขของการ รัดเข็มขัดให้มากขึ้น    และมวลชนจำนวนมหาศาลได้เคลื่อนไหวแสดงออกถึงความยินดีต่อชัยชนะอันยิ่งใหญ่    แต่ผู้นำของพรรคซีรีซากลับยอมยกธงขาวแสดงการยอมจำนนและยินยอมต่อคำบงการของบรรดาเจ้าหนี้ในยุโรป

 
การยอมจำนนที่น่าอับอายนี้  ได้สร้างความท้อแท้ผิดหวังแผ่ขยายไปในวงกว้างและยังเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดกระแสการลาออกของสมาชิกพรรคเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้      อารมณ์ตกใจและสับสนเมื่อแรกๆได้กลายเป็นความเดือดดาลเมื่อประชาชนได้รู้ความจริงของนโยบายใหม่    และนี่เป็นเบื้องหลังในการแตกของพรรคซีรีซ่าและการเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่ของซีปราส

 ความมืดบอดของนักปฏิรูป

การเลือกตั้งทั่วไปในเดือนมกราคมประชาชนได้เลือกพรรคซีรีซาเป็นรัฐบาลรัฐบาล  ที่ได้ให้สัญญาว่าจะยกเลิกมาตรการรัดเข็มขัดทั้งมวล     ถ้าคุณยอมรับในข้อจำกัดของระบอบทุนนิยม   ก็ต้องยอมรับในกฎกฎเกณฑ์ของมันด้วย      นั่นหมายความว่าคุณต้องการบริหารจัดการวิกฤติของระบอบทุนนิยม     สิ่งที่ ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ก็คือใช้มาตรการประหยัดสำหรับชนชั้นกรรมกร     ในขณะเดียวกันก็หยิบยื่นผลประ โยชน์ก้อนมหึมาซึ่งเป็นเงินของส่วนรวมให้แก่บรรดานายธนาคารและชนชั้นนายทุน

 
ความมืดบอดของทั้ง ซีปราสและ วาโรอูฟากิส(อดีตรัฐมนตรีคลัง)คือการที่เชื่อว่าพวกเขาจะสามารถจูงใจนาง แมร์เคล(นายกรัฐมนตรีเยอรมัน)และนายทุนยุโรปคนอื่นๆ ให้ยินยอมอ่อนข้อต่อกรีซได้ด้วยการเจรจา     อย่างที่เราได้ทำนายไว้ว่า..จะไม่มีการเจรจา       ชนชั้นนายทุนยุโรปมีความตั้งใจที่จะบดขยี้กรีซอยู่แล้ว   อีกอย่างหนึ่งมันน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับพรรคที่ต่อต้านการมาตรการประหยัดในประ เทศอื่นๆ เช่นพรรค โพเดมอส (Podemos  พรรคการเมืองปีกซ้ายของเสปน ก่อตั้งเมื่อเดือนมีนาคม 2014 โดย พาโบล  อิกเลซิยาส)  ในเสปน  ที่จะเดินตามรอย

 
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับฝ่ายตรงกันข้ามที่ไร้ความปราณีของบรรดาผู้นำในยูโรโซน    ซีปราส ขอทำประ ชามติ     นั่นเป็นผลให้มวลชนเคลื่อนไหวสนับสนุนรัฐบาล    ประชาชนชาวกรีกพร้อมแล้วที่จะต่อสู้กับมาตรการประหยัด      ถ้าซีปราสยังคงเป็นนักลัทธิมาร์กซอยู่เขาควรจะฉกฉวยโอกาสใช้การเคลื่อนไหวนี้เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม      เขาควรเรียกร้องให้ชนชั้นกรรมกรเข้ายึดธนาคารต่างๆและทำให้เป็นสมบัติของชาติเสีย

 
เขาควรจะเป็นตัวอย่างให้แก่กรรมกรในยุโรปได้เดินตามแนวทางสังคมนิยมกรีก   ซึ่งนั่นจะเป็นกองกำลังมวลชนขนาดมหึมาในการเคลื่อนไหวต่อต้านมาตรการประหยัดนี้ไปทั่วยุโรป        และเป็นเพียงหนทางเดียวที่นาง แมร์เคล และคนอื่นๆจะยอมถอย      แต่เนื่องจากเป็นนักปฏิรูป..ซีปราสไม่แม้แต่จะพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในเรื่องนี้    แทนความคิดที่ว่าเขาสามารถใช้ผลของประชามติมาเป็นข้อต่อรองเพื่อให้ได้ข้อตกลงที่ดี     ผลสุดท้ายกลับได้สิ่งที่แย่กว่า...นั่นคือเสียงสะท้อนกลับของการไม่ยอมรับของประ ชาชนในเดือนกรกฏาคม

 
ขณะนี้รัฐบาลซึ่งถูกเลือกมาเพื่อให้ต่อต้านมาตรการตัดลด     แต่กำลังตระเตรียมดำเนินการตัดลดที่รุน แรงขึ้น    นี่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ผลักให้ทั้งกรีซและพรรคไซรีซาต้องตกอยู่ในห้วงวิกฤต  ซีปราสผู้ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากเมื่อไม่นานมานี้     กำลังเสื่อมเสียความนิยมอย่างหนักในหมู่ประชาชนซึ่งเป็นส่วนที่มีความสำคัญ   นี่เป็นการสะท้อนถึงวิกฤตของผู้นำ       ภายใต้สถานการณ์เช่นนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ที่พรรคซีรีซาจะเกาะกุมกันได้ต่อไปอีก ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีเค้าของการแตกแยกอยู่แล้ว       ซีปราสได้วางรากฐานให้แก่ตนเองไว้แล้วในพรรคของชนชั้นนายทุนที่เป็นฝ่ายตรงกันข้าม     เนื่องจากเขาไม่สามารถควบคุมพรรคที่ตนสังกัดได้อีกต่อไป

 
การเลือกตั้งจะแก้ปัญหาอะไร?

เหตุผลที่ซีปราสเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งโดยเร็วก็เพราะเขาหวังว่าจะมีเวลาไม่เพียงพอสำหรับพรรคใหม่(ที่แยกออกไป)    ซึ่งก่อตั้งโดยผู้นำปีกซ้าย พานาจิโอติส  ลาฟาซานิส ที่ยังไม่มีความพร้อม  และไม่มีความชัดเจนพอว่าจะได้ผู้สนับสนุนพรรคเอกภาพประชาชนของเขาจากพรรคซีรีซาสักกี่คน   ที่แน่ นอนก็คือ ลาฟาซานิส จะได้ใจประชาชนจำนวนไม่น้อยที่โกรธแค้นซีปราส

 
แม้จะเป็นเช่นนี้...  ก็ยังคงจะเป็นเหมือนเดิมที่ซีรีซายังจะเป็นพรรคที่ได้รับการเลือกมากที่สุดแม้การสนับสนุนจะลดลง     แต่ทางเลือกที่เอียงขวาก็ทำให้เสื่อมเสียมากขึ้นไปอีก    หลังจากที่เคยได้รับคะแนนเสียงในการเลือกตั้งเดือนมกราคมที่ 27.8%     การหยั่งเสียงในขณะนี้ปรากฏว่า คะแนนนิยมของกลุ่มปีกขวาพรรรคประชาธิปไตยใหม่เหลือไม่ถึง 20%

 
ถ้าซีปราส มีเสียงเพียงพอ บางทีเขาอาจจะตั้งรัฐบาลผสมกับพรรค แพนเฮเลนนิค  โซเซียลิสต์ มูฟเม้นต์ (PASOK* พรรคสังคมประชาธิปไตยกรีก)  และพรรค โพทามิ    อย่างไรก็ตามไม่แน่ว่าพรรค PASOKจะได้กี่ที่นั่งในรัฐสภาใหม่     และถ้าพรรคซีรีซาได้ที่นั่งน้อยกว่า 20%    ซีปราสอาจจะตั้งรัฐบาลผสมกับพรรคประชาธิปไตยใหม่ก็ได้    และนั่นก็หมายความว่าซีปราสกำลังจะนำซีรีซาไปสู่ความตาย   ไม่ว่าอย่างไรสิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือรัฐบาลผสมที่อ่อนแอและไม่มีเสถียรภาพท่ามกลางวิกฤตนี้   คงอยู่ได้ไม่นาน ขั้นตอนต่างๆจะ ทำให้การต่อสู้ทางชนชั้นมีความเข้มข้นขึ้น     ลักษณะพิเศษก็คือจะมีการแบ่งขั้วกันรุนแรงขึ้นระหว่างซ้ายและขวา      ขณะนี้ซีปราสยังเป็นศูนย์กลางทางการเมืองที่ไม่สามารถแก้ปัญหาใดๆได้    มันกำลังจะก้าวไปสู้ความยุ่งเหยิง..พรรคคอมมิวนิสต์กรีกจะเติบโตขึ้น และพรรค เอกภาพประชาชนอยู่ด้านซ้ายและพรรค โกลเดน ดอว์น อยู่ด้านขวา

 
สถานการณ์ปัจจุบันคือการก่อกำเนิดของการปฏิวัติที่มีศักยภาพ    สิ่งที่ขาดคือผู้นำการปฏิวัติที่แท้จริง ซึ่งสามารถเสนอทางออกแก่ประชาชนให้พ้นจากวิกฤตได้        พรรคคอมมิวนิสต์กรีซจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากทุกกลุ่ม  ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่มียุทธวิธีซ้ายจัด และบางส่วนที่คัดค้านซีปราสอย่างเหนียว แน่น      การได้รับความสนับสนุนจากพวกเขาย่อมมีความจำเป็นหลังจากซีปราสยอมจำนน      รวมไปถึงกลุ่มที่นิยมคอมมิวนิสต์ในพรรคซีรีซาที่ยืนหยัดคัดค้านการสมยอมของซีปราสและสนับสนุนนโยบายสังคมนิยมมาตลอด  ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกรรมกรและกำลังจะแยกตัวออกจากพรรคซีปราส  รวมทั้งสมา ชิกพรรคคอมมิวนิสต์กรีกด้วย

 
สหาย ลาฟาซานิส  จะต้องได้รับเกียรติในการยืนหยัดต่อต้านการสมยอมของบรรดาผู้นำพรรคซีรีซา  แต่นโยบายของเขาที่เสนอนั้นไม่ใช่ทางเลือกที่แท้จริง         เขาสนับสนุนการออกจากการเป็นสมาชิกของกลุ่มยูโร     แต่ในขั้นตอนที่แน่นอนนั้นมีความเป็นไปได้ที่กรีซจะถูกขับออกจากสมาชิกยูโรไม่ว่าจะด้วยกรณีใดๆ   แม้ว่าโดยพื้นฐานของทุนนิยมจะเป็นการนำไปสู่วิกฤตที่หนักขึ้นอีก  เช่นการพังทลายของระ บบเงินตรา   อัตราเงินเฟ้อจะสูงขึ้น และในที่สุดมาตรฐานการครองชีพจะลดต่ำลง     ทั้งภายในหรือภาย นอกกลุ่มยูโร    หรือกลุ่มร่วมมือกันทางเศรษฐกิจยุโรป (EU)      วิธีแก้ปัญหาของกรีซนั้นอยู่บนพื้นฐานของระบอบทุนนิยมที่  ปัญหารุนแรงต้องแก้ไขด้วยวิธีที่รุนแรง

 

มีเพียงหนทางเดียวที่ประชาชนชาวกรีกจะสามารถควบคุมชะตากรรมให้กลับมาอยู่ในมือของตนได้ก็คือการขจัดอำนาจเผด็จการของบรรดานายธนาคารและนายทุนทั้งหลาย   ไม่เพียงแต่ในเบอร์ลิน  หรือ ในบรัสเซล เท่านั้นต้องในเอเธนส์อีกด้วย       มีความจำเป็นที่จะต้องยึดทรัพย์สินของบรรดานายธนาคาร    ผู้มีอิทธิพล  และพวกอภิสิทธิ์ชนกาฝากที่เป็นผู้ปกครองกรีซตัวจริง     มีเพียงทางนี้เท่านั้นที่การวาง แผนเศรษฐกิจอย่างสมเหตุสมผลจึงพอจะมีทางเป็นไปได้  ในการขจัดการว่างงาน   การไม่มีที่อยู่อาศัยและการสร้างรากฐานที่เป็นธรรมและสังคมประชาธิปไตยที่แท้จริงขึ้นมา

 
ะบอบทุนนิยมของกรีซอยู่ในภาวะขึ้นๆลงๆมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว    ความไม่มั่นคงอย่างหนึ่งที่เป็นมาอย่างต่อเนื่องคือการรวมกลุ่มพันธมิตรทางการเมืองที่ไม่มีความแน่นอน    ผลของการเลือกตั้งแกว่งไปมาระหว่างซ้ายกับขวาต่อเนื่องกันซึ่งไม่สามารถแกปัญหาได้....ไม่ว่าในความรู้สึกของทั้งฝ่ายปฏิวัติและปฏิปักษ์ปฏิวัติ

เมื่อวิเคราะห์ให้ถึงที่สุดแล้ว        ชนชั้นนายทุนกรีกและยุโรปจะเรียกร้องให้ยุติในสิ่งที่พวกเขาเห็นว่าเป็น  ”ความวุ่นวาย” และพวกเขาจะพูดว่า :   “มีการนัดหยุดงานมากเกินไป...  มีการเดินขบวนและประท้วงบนถนนมากเกินไป   เราเรียกร้องกฎระเบียบ “  ฝ่ายซ้ายไม่มีทางออก....ในที่สุดก็จะเป็นการปูทางไปสู่ระบอบวีรบุรุษในกรีซ แม้ว่าระบอบที่ว่านี้จะไม่มีความมั่นคงก็ตาม    มันไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทุกอย่างและก็มีความเป็นไปได้ว่าจะอยู่ได้ไม่ตลอด       มีเพียงทางเดียวคือเตรียมการและยกระดับไปสู่การปฏิวัติที่ใหญ่ขึ้น  เหมือนที่เราเห็นเมื่อปี 1974     ชนชั้นกรรมกรกรีกนั้นมีความมีธรรมเนียมการปฏิวัติที่ฝังอยู่ในความทรงจำมาช้านาน      ขอให้เราลองย้อนไปถึงกลุ่มปกครองที่ครองอำนาจต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ปี 1967 จนถึง 1974 แต่ต้องถูกโค่นลงด้วยการปฏิวัติ

วิกฤตยุโรป

วิกฤตของยุโรปนั้นถูกเผยออกมาให้เห็นถึงรูปแบบที่แข็งทื่อในประเทศทุนนิยมที่อ่อนแอเช่น      เสปน  โปรตุเกส   และกรีซที่กระบวนการของมันได้ดำเนินไปไกลกว่าที่อื่นๆ แต่ในเสปนนั้นได้ก้าวล้ำหน้ากรีซไปแล้วก้าวหนึ่ง    ความฝันในการรวมเป็นหนึ่งเดียวของชนชั้นนายทุนยุโรปกำลังแตกสลายบนหลักการประหยัด

มากกว่า 20 ปี  ที่เราได้ชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปไม่ได้   ในการรวมระบบเศรษฐกิจที่ดำเนินไปในทิศทางที่ต่างกัน     บนพื้นฐานของการเฟื่องฟูทางเศรษฐกิจลักษณะภายนอกของมันยังดำรงความเป็นเอกภาพ  เอาไว้ได้     แต่บนพื้นฐานของวิกฤตเศรษฐกิจความเป็นปรปักษ์เดิมๆในระดับชาติจะเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง    แรงเหวี่ยงจากศูนย์กลางที่ทรงพลังทางเศรษฐกิจก็เริ่มจะมีการแตกตัว     และพลังที่ว่านี้จะเติบใหญ่ขึ้นตลอดเวลา
ผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจกรีกรู้สึกว่าจะไปไกลเกินกว่าขอบเขตภายในประเทศ      ทั่วทั้งยุโรปจะ เกิดความหวั่นไหวไปกับนโยบายรัดเข็มขัดนี้ที่ไม่ใช่จะใช้แก้ไขปัญหาเพียงชั่วคราว  แต่มันจะลุกลามไปถึงมาตรฐานการครองชีพอีกด้วย     ในประเทศเช่นกรีซ โปรตุเกส และไอร์แลนด์นโยบายนี้มีผลในการตัดลดค่าจ้างและบำนาญไปเรียบร้อยแล้วโดยไม่มีการแก้ปัญหาการขาดดุล       ดังนั้นมันจึงเป็นความความล้มเหลวที่เกิดขึ้นบนความเจ็บปวดและความคับแค้นของประชาชน      ทุกหนทุกแห่งคนจนยิ่งจนลงไปอีก  ในขณะที่คนรวยกลับรวยมากขึ้น

ในการเจรจากับกรีซ   เยอรมันทำตัวเหมือนกับว่าเป็นผู้ควบคุมวงวงดนตรีที่บงการไปเสียทุกเรื่อง  ส่วน   นายทุนฝรั่งเศสก็เป็นประหนึ่งเจ้าทฤษฎีคนที่สองของยุโรป    ที่ผงกหัวเห็นด้วยอย่างนอบน้อมเมื่อนาง แมร์เคล  บอกปัดและโต้แย้งอย่างไม่ยี่หระกับข้อเสนอที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทั้งหมด   สิ่งที่เราได้เห็นก็คือความอำมหิตที่แท้จริงซึ่งซ่อนอยู่หลังหน้ากากที่ยิ้มแย้มของ  ”ความเป็นหนึ่งเดียวของยุโรป”      การปฏิบัติของพวกเขาต่อกรีซนั้น    ชนชั้นนายทุนเยอรมันได้แสดงความกรุณาของเจ้าหนี้ที่สามานย์ที่สุดออกมา    “ถ้าคุณไม่มีเงินจ่ายหนี้  ก็ขายเครื่องเรือนมาชดใช้สิ!    อ้อ...ขายเครื่องเรือนแล้วรึ  งั้นก็เฉดหัวออกไปอยู่กลางถนนโน่น”
วิกฤตของระบอบปฏิรูป

ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2  พรรคแรงงานและพรรคสังคมประชาธิปไตยได้นำเอาวิธีปฎิรูปมาใช้หลายครั้ง      พรรคเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนในระดับที่น่าพอใจทำให้มีความมั่นคงในระดับหนึ่ง  แต่ช่วงเวลาเช่นนั้นได้จบลงไปแล้ว      ระบอบทุนนิยมได้ถลำลึกลงไปในห้วงวิกฤต   ทำให้ชนชั้นนายทุนไม่สามารถอดทนต่อวิกฤตที่ต่อเนื่องอย่างที่เคยเป็นมาเช่นในอดีตอีกแล้ว   จึงจำยอมให้มีการปฏิรูปขึ้น วิกฤติของระบอบทุนนิยมก็มีลักษณะเดียวกันกับระบอบปฏิรูป      ลักษณะประชาธิปไตยของชนชั้นนาย ทุนไม่เคยเป็นจริง และกำลังถูกเปิดโปงขึ้นในความรู้สึกนึกคิดของผู้คนนับล้านๆคนในเหตุการณ์ปัจจุบัน       จะมีคุณค่าอะไรสำหรับการลงประชามติและการเลือกตั้ง   ถ้าผู้มีอำนาจและบรรดานายธนาคารทั้งหลายไม่ได้ให้ความสนใจและเป็นผู้ตัดสินใจในท้ายที่สุด       ความว่างเปล่าและภาพลวงตาที่แสนสวยของลัทธิปฏิรูปและสังคมประชาธิปไตยได้ถูกเปิดโปงออกมาอย่างล่อนจ้อนไปทั่วทั้งทวีป     กระบวนการเช่นนี้ได้ถูกเร่งให้เร็วขึ้น  และกำลังจะเกิดขึ้นในประเทศต่างๆในช่วงเวลาเดียวกันนี้   
การขึ้นลงของพรรคและเหล่าผู้นำนั้นเปรียบเสมือนบารอมิเตอร์ที่สะท้อนให้เห็นถึงการเคลื่อนที่และความนิยมของมวลชนได้อย่างรวดเร็ว       บางทีก็กินเวลานับสิบปีสำหรับพรรคๆหนึ่งที่จะสูญเสียฐานมวลชน   แต่ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันมันใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีหรือไม่กี่เดือน       เหมือนอย่างคราวที่พรรคซีรีซาตั้งขึ้นใหม่และได้ก้าวเข้ามาแทนพรรค Pasok อย่างรวดเร็ว    แต่ครั้งนี้พรรคที่ตั้งใหม่อาจได้รับความนิยมหรือตกต่ำได้อย่างรวดเร็ว    แต่องค์กรจัดตั้งมวลชนนั้นอยู่ได้เป็นทศวรรษหรือชั่วอายุคน    เคยอยู่ในวิกฤติ   แตกแยก  หรือไม่ก็สูญสลายไป

มาถึงบัดนี้  พรรคPasok คือพรรคหลักของชนชั้นกรรมกรกรีก  มันได้ถูกทำลายไปเนื่องจากผลพวงของการทรยศ      ผลก็คือพรรค Pasok ต้องประสบกับหายนะในขณะที่พรรคไซรีซาได้รับความนิยมแต่ก็เร็วเหลือเกินที่พรรคซีรีซากำลังตกอยู่ในห้วงวิกฤต      ความผุพังเสื่อมถอยของพรรคสังคมนิยมและพรรคคอมมิวนิสต์ได้นำไปสู่ความรุ่งโรจน์ของพรรคซีรีซาและพรรคโพเดมอส         การมองหาทางออกจากวิกฤตของมวลชนได้ทดสอบพรรคการเมืองต่างๆพรรคแล้วพรรคเล่า    บรรดาผู้นำรุ่นเก่าและนโยบายต่างๆได้รับการวิเคราะห์และถูกโยนทิ้งไป   แต่กรีซก็ยังแสดงออกในทางกลับกัน     ถ้าพวกเขาไม่แยกทางกับระบอบทุนนิยมและรับเอานโยบายแบบสังคมนิยมแล้ว      พวกเขาจะล่มสลายไปอย่างรวดเร็ว      นี่เป็นธรรมชาติของช่วงเวลาประวัติศาสตร์ในยุคปัจจุบัน

ในเสปนเราได้เห็นการเกิดขึ้นของพรรค โพเดมอส  ในสหราชอาณาจักรเราได้เห็นปรากฏการณ์ คอร์ไบน์ (Corbyn phenomenon)      ทั้งหมดนี้ได้แสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจอย่างลึกซึ้งของสังคมในการแสวงหาทางการเมือง     และเรายังได้เห็นกระบวนการพื้นฐานเช่นนี้ในหลายๆประเทศ   มวลชนมีความมุ่งมั่นที่จะหาทางออกจากฝันร้าย    พวกเขาเลือกพรรคการเมืองและผู้นำครั้งแล้วครั้งเล่าและทิ้ง คนเหล่านั้นลงถังขยะแห่งประวัติศาสตร์ไปคนแล้วคนเล่าเช่นกัน          นั่นหมายถึงความโกรธแค้นที่เพิ่มขึ้นต่อผู้นำทางการเมือง    การต่อต้านคนร่ำรวยที่มีอำนาจละอภิสิทธิ์ก็ดี        ปฏิกิริยาต่อต้านสถานภาพเหล่านี้ก็ดี   เป็นพัฒนาการของเมล็ดพืชที่มีหน่ออ่อนของการปฏิวัติ    ที่ไปไกลกว่าเรื่องการปรับปรุงทางเศรษฐกิจ

จำนวนประชาชนที่ไม่เชื่อต่อคำมั่นสัญญาของบรรดานักการเมืองเพิ่มมากขึ้น   ที่แท้แล้วมันเป็นแค่สิ่ง ลวงตาที่พรรคการเมืองทั่วๆไปได้สร้างขึ้นมา    พรรคการเมืองที่ได้รับเลือกเหล่านั้นได้ทรยศต่อความความหวังของประชาชนโดยดำเนินการ”ตัดลด”ซึ่งถือว่าเป็นการฝ่าฝืนคำสัญญา    ทำให้พวกเขาต้องหมดความเชื่อถือไปอย่างรวดเร็ว    ผู้นำทางการเมืองที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเพราะดูเหมือนว่าจะยืนหยัดเพื่อการเปลี่ยนแปลงนั้นต้องจบลงด้วยความดูหมิ่นเกลียดชังเมื่อพวกเขาดำเนินนโยบายที่น่าอดสูเช่นเดียวกับที่ผ่านมา    สิ่งเหล่านี้ได้เกิดขึ้นกับ ซีปราส ซึ่งเป็นตัวอย่างที่โดดเด่นในเวลานี้

คำพูดอย่างเป็นรูปธรรมซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของบรรดานักลัทธิมาร์กซทั้งหลาย   “สถานการณ์ปัจจุบันได้หยิบยื่นสิ่งที่เป็นไปได้แก่ผู้ที่เตรียมจะหยิบฉวย     แต่ความเป็นไปได้ที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นจะเปิดโอกาสให้ในช่วงที่พายุและความตึงเครียดได้ผ่านไปแล้ว”     วิกฤตนี้ไม่ธรรมดา..เป็นสถานการณ์เปลี่ยนแปลงที่แหลมคมและมีนัยต่อจิตสำนึก     ในโอกาสที่ซ้ำซากเช่นนี้ความคิดที่ยังยึดติดอยู่กับกฎเกณฑ์ในอดีต จะเป็นอันตรายต่อแนวโน้มในการปฏิวัติ    เราต้องเรียนรู้ที่จะคาดคะเนในสิ่งที่ไม่อาจคาดคะเนได้
การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและแหลมคมในสถานการณ์อันเป็นรูปธรรมนี้      เรียกร้องยุทธวิธีที่ชัดเจนที่มีความสอดคล้องและสัมพันธ์กัน      ผู้ที่สนับสนุนชาวคอมมิวนิสต์ได้ประกาสตนในการเข้าร่วมกับพรรคเอกภาพประชาชน    ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันมีเพียงการตัดสินใจที่ถูกต้องเท่านั้น   เรามีความเชื่อมั่นว่าชาวคอมมิวนิสต์จะสรรค์สร้างกำลังของตนต่อไป       ปลุกเร้าและให้การศึกษาแก่บรรดาผู้ปฏิบัติงานให้มีความสามารถที่จะพัฒนาการปฏิวัติของกรีซให้เติบใหญ่ขึ้นต่อไป

อลัน  วูดส์   ลอนดอน London 21 สิงหาคม 2015.